Topic

PPWR กฎหมายใหม่ EU กับความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้และเตรียมรับมือ

ผู้เขียน: นารีรัตน์ สิงห์ทอง
ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ตรวจทาน: โกวิท อดิเรกสมบัติ
ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด

*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy
ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย


สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR)  ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญภายใต้ แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป โดยจะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อการออกแบบ การผลิต และการจัดการบรรจุภัณฑ์ข้อกำหนดสำคัญของกฎระเบียบบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้

แม้ PPWR จะเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตลาดยุโรปก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะคู่ค้าและเจ้าของแบรนด์ในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มกำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และร้องขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่นี้

ผลกระทบจึงอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน แม้ผู้ประกอบการไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกสินค้าไปยัง EU โดยตรงก็ตาม

📣 PPWR กำหนดอะไร และเกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยอย่างไร

PPWR มีข้อกำหนดที่ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่และการจัดการของเสีย โดยมีข้อกำหนดสำคัญหลายด้าน เช่น

  • การนำกลับมาใช้ใหม่และระบบเติมสินค้า: PPWR ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำและระบบเติมสินค้า โดยกำหนดเป้าหมายสำหรับร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มทางเลือกในการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำและการเติมสินค้า
  • ระบบมัดจำคืนเงิน ภายในปี 2029 ต้องมีระบบมัดจำคืนเงินสำหรับขวดพลาสติกและกระป๋องโลหะแบบใช้ครั้งเดียว
  • การลดพื้นที่ว่างของบรรจุภัณฑ์: ภายในปี 2030 บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งและอีคอมเมิร์ซต้องมีพื้นที่ว่างไม่เกิน 50% ทำให้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องคำนึงถึงขนาดและปริมาณวัสดุที่ใช้มากขึ้น
  • ข้อห้ามเกี่ยวกับพลาสติกใช้ครั้งเดียว: ตั้งแต่ปี 2030 มีข้อห้ามการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในสินค้าบางประเภท เช่น พลาสติกห่อหุ้มผักและผลไม้สด พลาสติกหุ้มสินค้าเพื่อรวมกลุ่ม เช่น แพ็กน้ำดื่ม และบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กในโรงแรม รวมถึงซองเครื่องปรุงบางประเภท
  • ความสามารถในการรีไซเคิล: ภายในปี 2035 บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องสามารถรีไซเคิลได้ในระดับอุตสาหกรรม


ข้อกำหนดเหล่านี้ทำให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต ไปจนถึงการจัดการข้อมูลที่ใช้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนด


สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงการเตรียมพร้อมตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน


📣 ความเสี่ยง ความท้าทาย และผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย

  1. ปัญหาด้านความรู้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี
    ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก ยังขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับหลักการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

    อีกทั้งยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและขาดแคลนเครื่องจักรที่สามารถรองรับการรีไซเคิลได้ ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ซึ่งย่อมเพิ่มภาระต้นทุน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีเงินลงทุนจำกัด

  2. ต้นทุนการตรวจสอบและการรับรองที่สูง
    การจะส่งสินค้าไปขายยัง EU ภายใต้กฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนวัสดุเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการด้านข้อมูลและการรับรองที่เกี่ยวข้อง เช่น การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products: CFP) การขอใบรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    ข้อมูลจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องสามารถแสดงที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้อย่างชัดเจน

  3. ความเสี่ยงจากการถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
    หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน PPWR ได้ อาจถูกคัดออกจากรายชื่อผู้จัดหาสินค้าของบริษัทในยุโรป ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการรักษาตลาดและขยายธุรกิจ

    หากสินค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดถูกส่งไปยังตลาด EU อาจถูกสั่งห้ามนำเข้า ห้ามวางจำหน่าย หรือเรียกคืนสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และอาจมีการเรียกเก็บค่าปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของบริษัทอีกด้วย

    ความเสี่ยงดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่เฉพาะที่ต้นทุนการปรับปรุงสินค้าและบรรจุภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงโอกาสในการรักษาลูกค้าและการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตลาดยุโรป

📣 ทางรอดและการปรับตัวรับมือของผู้ประกอบการไทย

เริ่มเร็ว ลดต้นทุน สร้างโอกาส

ภายใต้กฎหมายใหม่ของ EU ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการไทย การที่ธุรกิจจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวโดยใช้หลัก Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นกลยุทธ์สำคัญ และยิ่งเริ่มเตรียมตัวเร็ว ก็ยิ่งมีเวลาปรับสินค้า กระบวนการผลิต และระบบข้อมูลให้พร้อมก่อนที่ข้อกำหนดจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ


แนวทางการปรับตัวที่สำคัญ มีดังนี้

1. การออกแบบเพื่อความยั่งยืน

- ออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่าย เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ลดความซับซ้อนของวัสดุ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกหลายชนิดเลเยอร์ติดกัน ซึ่งแยกยากในกระบวนการรีไซเคิล หันมาใช้โครงสร้างที่เป็นวัสดุชนิดเดียว

- ลดขนาดของบรรจุภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้พอดีกับตัวสินค้ามากที่สุด เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์ห้ามมีพื้นที่ว่างเกิน 50% ซึ่งการลดขนาดบรรจุภัณฑ์นอกจากจะทำให้ผ่านเกณฑ์ PPWR แล้ว ยังช่วยให้ SME ประหยัดต้นทุนค่าวัสดุ และลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งอีกด้วย

- พัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบเติม ออกแบบบรรจุภัณฑ์หลักให้ทนทาน ดีไซน์ขวดหรือภาชนะหลัก ให้มีความแข็งแรง สวยงาม น่าเก็บไว้ใช้ซ้ำได้ยาวนาน หรือทำซองเติมแบบรักษ์โลก โดยพัฒนาซองเติมที่ใช้วัสดุน้อยชิ้น น้ำหนักเบา หรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคนำไปเติมในขวดหลัก

- ลดสารอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบและควบคุมไม่ให้มีสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตราย เช่น โลหะหนัก (ตะกั่ว, ปรอท, แคดเมียม) หรือสารก่อมะเร็งในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผ่านเกณฑ์ EU แล้ว ยังสร้างความปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้า

2. การจัดทำข้อมูลที่โปร่งใสและการรับรองมาตรฐาน

- การจัดการข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ประกอบการควรมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกมาจากไหน หรือกระดาษมาจากป่าปลูกเชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนหรือไม่ ไปจนถึงกระบวนการผลิตและปลายทางระบบข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการตอบคำถามของคู่ค้าได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้ตรวจสอบที่มาของสินค้าได้เมื่อมีการร้องขอข้อมูล

- การรับรองโดยหน่วยงานภายนอก โดยขอการรับรองที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น ตรารับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-label) หรือมาตรฐานความยั่งยืนของคาร์บอนและการหมุนเวียนระหว่างประเทศ

3. การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ

จุดอ่อนสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดเล็ก คือการขาดแคลนองค์ความรู้และเงินทุน จึงต้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัยสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งความรู้ทางเทคนิคเชิงลึก ตั้งแต่วิธีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตในโรงงาน

ในด้านเงินทุน ผู้ประกอบการอาจต้องการทั้งเงินทุนสีเขียว อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม และมาตรการทางภาษี เพื่อนำไปปรับปรุงเครื่องจักร รวมถึงใช้มาตรการทางภาษี เช่น การหักลดหย่อนภาษีจากการลงทุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการจัดซื้อวัสดุรีไซเคิล

การสนับสนุนในส่วนนี้จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องลงทุนก่อนที่จะเห็นผลตอบแทนจากการปรับตัวการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใน Supply Chain

4. เครือข่ายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน

ข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดเล็ก คือ “ตัวเล็ก ทุนน้อย วอลลุ่มต่ำ” ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยในการสั่งซื้อวัสดุรักษ์โลกหรือเทคโนโลยีหมุนเวียนมีราคาสูง ทางออกที่มีประสิทธิภาพคือ การสร้างเครือข่ายและการรวมตัวกันในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียง เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อและแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เช่น การจับมือกันรวมวอลลุ่มเพื่อสั่งซื้อเม็ดพลาสติกหมุนเวียน (PCR) ในปริมาณมาก ทำให้มีอำนาจต่อรองราคาให้ต่ำลง หรือร่วมกันลงทุนในระบบขนส่งสีเขียวและเทคโนโลยีรีไซเคิลส่วนกลาง

การรวมกลุ่มจึงช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงทรัพยากรและเทคโนโลยีที่อาจลงทุนได้ยากหากดำเนินการเพียงรายเดียว และช่วยกระจายภาระต้นทุนในการปรับตัวออกไปในกลุ่มผู้ประกอบการ

การรวมพลังนี้จะช่วยเปลี่ยนสถานะจาก “คู่แข่งที่โดดเดี่ยว” มาเป็น “พันธมิตรที่แข็งแกร่ง” ในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน


📣 การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: ความท้าทายที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือ

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตามมาตรการ EU Circular Economy Regulations และกฎระเบียบ PPWR กำลังเกิดขึ้นและจะส่งผลต่อรูปแบบการผลิตและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์และการใช้ทรัพยากรของตลาดสำคัญเริ่มส่งผลต่อผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญที่จะชี้ว่า ธุรกิจจะสามารถปรับตัวและรักษาตลาดเดิมไว้ได้มากน้อยเพียงใด การปรับตัวอย่างรวดเร็วและเป็นระบบจะช่วยให้ธุรกิจรับมือกับข้อกำหนดทางการค้า และพัฒนาการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) ให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

การเตรียมพร้อมจึงควรเริ่มตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้วัสดุ การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการทำงานร่วมกับคู่ค้า เพราะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

 

 


อ้างอิง