Topic

CG Today: บทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวของการกำกับดูแลกิจการและการควบคุมภายใน


เปิดมาต้นปี 2569 ข่าวหน้าหนึ่งของสังคมไทยต่างพาดหัวถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสองจังหวัด กรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างตกทับขบวนรถไฟโดยสาร และรถยนต์บนถนนพระราม 2 นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนัก ไม่ใช่แค่ความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทนี้?  เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับบริษัทเดียวกันซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ดำเนินกิจการมากว่า 60 ปี และเป็นชื่อที่คนไทยคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน แค่เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงที่สั่งสมมา ทรัพย์สิน ฐานะทางการเงิน และความเชื่อมั่นของสังคมกลับพังทลายลง พร้อมกับชีวิตอันมีค่าที่ไม่อาจเรียกคืนได้ และในอนาคตจะมีบริษัทอื่นอีกหรือไม่

คำตอบหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความล้มเหลวของการบริหารจัดการภายในองค์กร แม้บริษัทสามารถชนะโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐรวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ความสำเร็จเชิงธุรกิจไม่เคยเป็นหลักประกันของความอยู่รอด หากขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการควบคุมภายในที่เข้มแข็ง กรณีนี้จึงไม่ใช่ข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย หากแต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อทั้งองค์กรและสังคมในวงกว้าง

 

 

บริษัทที่ดำเนินโครงการระดับประเทศย่อมมีความซับซ้อนสูง ใช้เงินลงทุนมหาศาล และเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียหลากหลาย ตั้งแต่พนักงาน ผู้รับเหมา นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล ไปจนถึงประชาชนทั่วไป ในบริบทเช่นนี้ การกำกับดูแลกิจการ การบริหารจัดการความเสี่ยง และการควบคุมภายในไม่ใช่เป็นเพียงการทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเป็น รากฐาน” ที่บริษัทต้องให้ความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้องค์กรจะมีคณะกรรมการบริษัทครบถ้วน มีรายงาน 56-1 One Report ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด หากกลไกเหล่านี้ดำรงอยู่เพียงในเชิงเอกสาร โดยไม่ได้ปฏิบัติจริง ความเสียหายร้ายแรงก็ยังเกิดขึ้นได้

 

หากไม่ต้องการให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ บทเรียนสำคัญที่บริษัทควรปรับปรุงและบริษัทอื่นควรนำไปพิจารณาปฏิบัติด้วยเช่นกัน สามารถสรุปได้เป็นสามมิติหลัก ดังนี้

 

มิติแรก คือ “การกำกับดูแลกิจการ” คณะกรรมการบริษัทต้องทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและทรัพย์สิน คณะกรรมการบริษัทต้องตั้งคำถามเชิงรุกต่อผู้บริหารเกี่ยวกับความเสี่ยง ความปลอดภัย และความพร้อมของระบบการควบคุมภายในอยู่เสมอ พร้อมทั้งกำหนดนโยบาย สร้างวัฒนธรรมองค์กร และปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในการทำงาน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงให้งานเสร็จตามกำหนดเวลา

มิติที่สอง คือ “การบริหารจัดการความเสี่ยง” ผู้นำต้องทำให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญต่อความอยู่รอดของบริษัท และไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น โดยต้องครอบคลุมทั้งความเสี่ยงระดับกลยุทธ์ เช่น การแข่งขัน การใช้เทคโนโลยี และความเสี่ยงระดับการปฏิบัติงานประจำวัน ทุกคนต้องช่วยกันดูว่าสิ่งใดจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทได้ และคิดต่อว่าควรจัดการความเสี่ยงนั้นอย่างไร เช่นอุปกรณ์ทำงานบกพร่องก็ต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้ใช้งานแบบเสี่ยงไปทุกวัน ถ้าพนักงานไม่เข้าใจการใช้อุปกรณ์ ก็ต้องมีการอบรมให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง พูดง่าย ๆ ก็คือทุกคนในบริษัทต้องรู้จักความเสี่ยงและหาวิธีควบคุมความเสี่ยงนั้น ไม่ให้ลุกลามจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อบริษัท

มิติที่สาม คือ “การควบคุมภายใน” กรณีนี้ตอกย้ำว่าการควบคุมภายในที่ดีต้องสัมพันธ์กับความเสี่ยง การมีนโยบาย ระเบียบ หรือคู่มือ ไม่ได้แปลว่าระบบควบคุมภายในทำงานจริง สิ่งที่ผู้บริหารและคณะกรรมการสื่อสารต่อสาธารณะ ต้องสะท้อนอยู่ในการปฏิบัติงานประจำวันด้วย การควบคุมภายในต้องเป็นเรื่องปกติ เหมือนการดูแลสุขภาพร่างกายที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีของบริษัท การควบคุมภายในที่ดีอย่างน้อยต้องเริ่มจากการที่คณะกรรมการบริษัทต้องกำหนดจริยธรรม นโยบาย มาตรฐานการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน การทำให้พนักงานเข้าใจความเสี่ยงของงานที่ทำ การมีกระบวนการทำงานประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันความเสี่ยง การสื่อสารสิ่งที่คาดหวังให้ตรงกันทั้งองค์กร และการมีระบบตรวจสอบภายในที่สามารถชี้ให้เห็นจุดอ่อนของกระบวนการเพื่อทำการปรับปรุงก่อนจะสายเกินไป

 

 

บทเรียนจากกรณีนี้จึงชัดเจนว่า การกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน ต้องถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แยกส่วนหรือทำเพื่อให้ครบตามข้อกำหนด คณะกรรมการต้องมองความเสี่ยงในระยะยาว ฝ่ายบริหารต้องจริงจังกับการควบคุมภายใน และพนักงานทุกคนต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเองต่อชีวิตผู้อื่นและสังคม และในกรณีที่มีการแบ่งงานให้ outsource หรือผู้รับเหมาช่วง บริษัทก็ต้องกำกับดูแลให้ outsource หรือผู้รับเหมาช่วงปฏิบัติตามนโยบาย มีการจัดการความเสี่ยง และมีระบบควบคุมเช่นเดียวกับบริษัทด้วย เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันดังตัวอย่างข้างต้น บริษัทก็ไม่สามารถพ้นความรับผิดชอบไปได้

ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความล้มเหลวของการกำกับดูแลกิจการและการควบคุมภายใน ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงในงบการเงิน แต่สามารถพรากชีวิต ทำลายความเชื่อมั่น และทิ้งบาดแผลให้กับสังคมในแบบที่ไม่มีองค์กรใดควรมองข้าม

 

 

 


 

เขียนโดย
วารุณี ปรีดานนท์

จัดทำโดย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย