Topic

Thailand ISSB Information Hub: คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

FAQs: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานการรายงานของ ISSB

คำถาม-คำตอบในหน้านี้จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐานของ ISSB และการเตรียมความพร้อมของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยคำตอบไม่ถือเป็นการตีความมาตรฐานหรือข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ บริษัทควรอ้างอิงประกาศและแนวทางล่าสุดจากสำนักงาน ก.ล.ต. และเอกสารทางการจาก IFRS Foundation เป็นหลัก

หมายเหตุ: IFRS Sustainability Disclosure Standards ที่จัดทำขึ้นโดย ISSB ภายใต้ IFRS Foundation อาจจะถูกเรียกว่า "มาตรฐานการรายงานของ ISSB", "มาตรฐานของ ISSB", "มาตรฐาน IFRS S", "มาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2" ซึ่งหมายถึงมาตรฐานชุดเดียวกัน

หมวดที่ 1: ภาพรวม ISSB และ Roadmap ประเทศไทย

Q: มาตรฐานของ ISSB คืออะไร และเกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างไร?

A: มาตรฐานของ ISSB หรือ IFRS Sustainability Disclosure Standards เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ลงทุน และผู้ให้เงินทุนอื่น โดยมาตรฐานชุดแรกประกอบด้วย IFRS S1 และ IFRS S2 

สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย มาตรฐานดังกล่าวจะมีบทบาทต่อการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในแบบ 56-1 One Report-S โดยช่วยให้ข้อมูลด้านความยั่งยืนเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ ความเสี่ยง ผลกระทบทางการเงิน และการตัดสินใจของตลาดทุน

Q: มาตรฐานของ ISSB เป็นภาคบังคับแล้วหรือยัง?

A: ในระดับสากลมาตรฐานของ ISSB หรือ IFRS S1 และ IFRS S2 ไม่ได้เป็นภาคบังคับโดยอัตโนมัติในทุกประเทศ การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศหรือเขตอำนาจ

สำหรับประเทศไทย ให้บริษัทติดตามประกาศและแนวทางจากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นหลัก โดยปัจจุบันมีแนวทางการนำมาตรฐานของ ISSB มาใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป และมีมาตรการผ่อนปรนเพื่อรองรับความพร้อมของบริษัทแต่ละกลุ่ม

Q: บริษัทของเราต้องเริ่มรายงานเมื่อไร?

A: บริษัทควรตรวจสอบกลุ่มกิจการของตนเองตาม Thailand ISSB Adoption Roadmap ในหน้า Roadmap ของ Information Hub นี้ โดยดูทั้ง “ปีรอบบัญชีที่เริ่มมีผลบังคับใช้” และ “ปีที่เปิดเผยข้อมูล / นำส่งรายงานครั้งแรก”

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ควรรอจนถึงปีที่ต้องเปิดเผยข้อมูล แต่ควรใช้ช่วงเวลาก่อนถึงกำหนดในการเตรียมข้อมูล ระบบ เจ้าของข้อมูล กระบวนการควบคุมภายใน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

Q: มาตรฐานของ ISSB ต่างจากการประเมิน FTSE Russell ESG Scores อย่างไร?

A: มาตรฐานของ ISSB เป็นมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน เพื่อที่องค์กรจะใช้ข้อมูลที่เปิดเผยในการพัฒนาการดำเนินการด้านความยั่งยืน จัดสรรทรัพยากร ตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุน รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียอื่นและเปิดเผยเพื่อทำตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล

ในขณะที่การประเมิน FTSE Russell ESG Scores เป็นการประเมินความยั่งยืนที่จัดทำโดย FTSE Russell โดยทาง FTSE Russell จะใช้ข้อมูลที่องค์กรเปิดเผยมาใช้ในการประเมินตามตัวชี้วัดที่กำหนด ผลลัพธ์จะเป็นคะแนน โดยคะแนนนี้จะใช้โดยผู้ลงทุนเพื่อคัดกรองหลักทรัพย์ในการลงทุน หรือใช้โดยบริษัทจดทะเบียนเพื่อสื่อสารกับผู้ลงทุน รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร

Q: หากบริษัทไม่อยู่ใน SET50/SET100 ตอนนี้ ยังต้องเตรียมตัวหรือไม่?

A: ควรเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะ Roadmap มีแนวโน้มขยายจากบริษัทขนาดใหญ่ไปยังบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่น และการเตรียมข้อมูลตาม ISSB ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะเรื่อง GHG, Value Chain, Scenario Analysis, Internal Controls และการเชื่อมโยงข้อมูลกับการเงิน

สำหรับบริษัทที่ยังไม่ถึงรอบบังคับใช้ ควรเริ่มจากการทำ Gap Assessment เบื้องต้น ระบุเจ้าของข้อมูล และวางแผนพัฒนาระบบข้อมูลล่วงหน้า


หมวดที่ 2: Materiality และขอบเขตข้อมูล

Q: บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูล ESG ทุกประเด็นภายใต้มาตรฐานของ ISSB หรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกประเด็น มาตรฐานของ ISSB เน้นการเปิดเผย ข้อมูลที่มีสาระสำคัญ หรือ Material Information เกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มของกิจการ และอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน และผู้ให้เงินทุนอื่น

ดังนั้น บริษัทควรมีกระบวนการประเมินว่า ข้อมูลใดเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนมีสาระสำคัญต่อผู้ใช้รายงานหลัก ไม่ใช่เปิดเผยทุกเรื่องเท่ากันทั้งหมด

Q: Financial Materiality ตามมาตรฐานของ ISSB ต่างจาก Materiality ตาม GRI Standards อย่างไร?

A: มาตรฐานของ ISSB ใช้มุมมอง Financial Materiality โดยเน้นข้อมูลด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้นทุนเงินทุน หรือแนวโน้มของกิจการ และมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน และผู้ให้เงินทุนอื่น

ส่วนมาตรฐาน GRI ให้ความสำคัญกับผลกระทบขององค์กรต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน บริษัทที่เคยเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน GRI Standards มาก่อนจึงสามารถใช้ข้อมูลเดิมเป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ต้องประเมินเพิ่มเติมว่า ข้อมูลใดตอบโจทย์ Financial Materiality ด้วย

Q: ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลต้องครอบคลุมบริษัทในกลุ่มอย่างไร?

A: โดยหลักการ ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานของ ISSB ควรสอดคล้องกับขอบเขตของงบการเงินของกิจการที่รายงาน หากบริษัทมีการจัดทำงบการเงินรวม ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนก็ควรครอบคลุมด้วย 

นอกจากนี้ บริษัทควรมองไปถึงห่วงโซ่คุณค่า เช่น Suppliers, Customers, Logistics ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่มีสาระสำคัญต่อบริษัท โดยใช้ข้อมูลที่สมเหตุสมผลและหาได้โดยไม่ก่อให้เกิดต้นทุนหรือความพยายามเกินสมควร

Q: หากข้อมูลบางส่วนเป็นความลับทางการค้า หรือ Commercially Sensitive Information ยังต้องเปิดเผยหรือไม่?

A: มาตรฐานของ ISSB มีการระบุถึงข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสด้านความยั่งยืนที่มีลักษณะเป็นความลับทางการค้า หรือ Commercially Sensitive หากการเปิดเผยข้อมูลนั้นอาจทำให้บริษัทเสียประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างร้ายแรง บริษัทสามารถละเว้นการเปิดเผยข้อมูลนั้นได้

อย่างไรก็ตาม ข้อผ่อนปรนนี้ไม่ใช่ข้อยกเว้นทั่วไป บริษัทไม่สามารถละเว้นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว หรือข้อมูลที่สามารถเปิดเผยในลักษณะสรุปหรือระดับที่กว้างขึ้นโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงได้ หากบริษัทใช้ข้อผ่อนปรนนี้ ควรเปิดเผยว่าได้ใช้ข้อผ่อนปรนดังกล่าว และควรทบทวนทุกปีว่าข้อมูลนั้นยังเข้าเงื่อนไขอยู่หรือไม่


หมวดที่ 3: Transition Reliefs และ Proportionality

Q: Transition Reliefs คืออะไร?

A: Transition Reliefs คือมาตรการผ่อนปรนในช่วงเริ่มต้น เพื่อช่วยให้บริษัทมีเวลาเตรียมข้อมูล ระบบ กระบวนการ และบุคลากรในการนำมาตรฐานของ ISSB ไปใช้

ตัวอย่าง Transition Reliefs ที่พบในมาตรฐานของ ISSB ได้แก่ Climate-first Reporting, Scope 3 GHG Emissions Relief, Reporting Timing Relief, Comparative Information Relief และ GHG Measurement Method Relief ในบริบทไทย บริษัทควรตรวจสอบมาตรการผ่อนปรนตาม Thailand ISSB Adoption Roadmap ของสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นหลัก

Q: หากบริษัทมีข้อมูลไม่ครบ หรือยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเชิงปริมาณได้ สามารถเปิดเผยเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพก่อนได้หรือไม่?

A: ทำได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่บริษัทยังไม่มีข้อมูลเชิงปริมาณ ระบบข้อมูล หรือแบบจำลองที่เพียงพอ มาตรฐานของ ISSB มีกลไก Proportionality ที่ช่วยให้บริษัทใช้ข้อมูลและวิธีการที่เหมาะสมกับทักษะ ขีดความสามารถ และทรัพยากรของตน

ตัวอย่างเช่น ในการประเมินผลกระทบทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Anticipated Financial Effects) และการวิเคราะห์ Climate Scenario Analysis บริษัทอาจเริ่มจากการอธิบายเชิงคุณภาพก่อน หากการจัดทำข้อมูลเชิงปริมาณยังมีข้อจำกัดสูงหรือยังไม่เหมาะสมกับความพร้อมของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยเชิงคุณภาพไม่ควรเป็นเพียงคำอธิบายกว้าง ๆ บริษัทควรระบุให้ชัดว่า ข้อมูลมาจากแหล่งใด ใช้วิธีประเมินอย่างไร มีสมมติฐานหรือข้อจำกัดอะไร และมีแผนพัฒนาข้อมูลให้ละเอียดขึ้นอย่างไรในอนาคต ทั้งนี้การเปิดเผยเชิงคุณภาพเป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการพัฒนาข้อมูลเชิงปริมาณ ระบบข้อมูล และหลักฐานประกอบในระยะยาว

Q: หลักการ Proportionality แปลว่าบริษัทเปิดเผยเท่าที่พร้อมได้เลยหรือไม่?

A: ไม่ใช่ เพราะหลักการ Proportionality ไม่ใช่การยกเว้นการเปิดเผยข้อมูล และไม่ใช่การลดมาตรฐานการรายงาน แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้บริษัทใช้ข้อมูลและวิธีการที่เหมาะสมกับทักษะ ขีดความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่

เช่น บริษัทอาจใช้ข้อมูลที่สมเหตุสมผลและหาได้โดยไม่ก่อให้เกิดต้นทุนหรือความพยายามเกินสมควร หรือใช้วิธีวิเคราะห์เชิงคุณภาพในช่วงเริ่มต้น หากยังไม่มีข้อมูลหรือเครื่องมือเพียงพอ แต่ยังต้องอธิบายวิธีการ สมมติฐาน ข้อจำกัด และแผนพัฒนาอย่างโปร่งใส

Q: บริษัทขนาดเล็กมีข้อยกเว้นจากมาตรฐานของ ISSB หรือไม่?

A: มาตรฐานของ ISSB ไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับบริษัทขนาดเล็กโดยตรงที่ต้องเข้าเกณฑ์รายงาน แต่มี Proportionality Mechanisms เพื่อช่วยให้บริษัทใช้มาตรฐานในลักษณะที่เหมาะสมกับทักษะ ทรัพยากร และขีดความสามารถของตน

สำหรับประเทศไทย การนำมาใช้เป็นแบบ Phased-in Approach ตามกลุ่มกิจการ ดังนั้น บริษัทที่ยังไม่ถึงกำหนดควรใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่รอจนถึงปีที่ต้องรายงาน


หมวดที่ 4: Climate, GHG และ Scenario Analysis

Q: IFRS S2 มีการกำหนดให้มอง Time Horizon ในการวิเคราะห์ Climate-related Risks and Opportunities บริษัทต้องใช้ Time Horizon ยาวเท่าใด?

A: IFRS S2 ไม่ได้กำหนดช่วงเวลาแบบตายตัวสำหรับ “ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว” บริษัทควรกำหนด Time Horizon ให้เหมาะสมกับธุรกิจ อุตสาหกรรม อายุสินทรัพย์ วงจรการลงทุน และระยะเวลาที่ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์

ในการเปิดเผยข้อมูลบริษัทควรอธิบายด้วยว่า Time Horizon ที่ใช้เชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงของบริษัทอย่างไร

Q: Scope 3 GHG Emissions ต้องเปิดเผยครบทุก Category หรือไม่?

A: ภายใต้ IFRS S2 บริษัทควรพิจารณา Scope 3 Emissions ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยอ้างอิง 15 Categories ตาม GHG Protocol แต่ไม่ใช่ทุก Category จะเกี่ยวข้องหรือมีสาระสำคัญกับทุกบริษัท

บริษัทควรระบุ Category ที่เกี่ยวข้อง จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล ใช้ข้อมูลที่สมเหตุสมผล และเปิดเผยวิธีการ สมมติฐาน และข้อจำกัดของข้อมูลอย่างโปร่งใส สำหรับบริบทไทย ให้ตรวจสอบมาตรการผ่อนปรนเรื่อง Scope 3 ตาม Roadmap ของ ก.ล.ต. อีกชั้นหนึ่ง

Q: ภายใต้มาตรฐาน IFRS S2 บริษัทต้องทำ Climate Scenario Analysis แบบที่เป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณเต็มรูปแบบหรือไม่?

A: IFRS S2 ไม่ได้กำหนดวิธีการหรือแบบจำลองเพียงรูปแบบเดียว บริษัทควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ ความเสี่ยง ความพร้อมของข้อมูล ทักษะ และทรัพยากรที่มีอยู่

บริษัทสามารถเริ่มจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปสู่การวิเคราะห์เชิงปริมาณเมื่อมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งนี้ ควรเปิดเผยสมมติฐานสำคัญ ขอบเขต วิธีการ Time Horizon และข้อจำกัดของข้อมูลอย่างชัดเจน

Q: ภายใต้มาตรฐาน IFRS S2 บริษัทต้องมี Transition Plan หรือไม่?

A: IFRS S2 ไม่ได้บังคับให้ทุกบริษัทต้องจัดทำ Transition Plan ที่เป็นทางการเพิ่มเติม แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศและข้อมูลการวางแผนตอบโต้ที่เกี่ยวข้อง (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก IFRS)

ดังนั้น องค์กรควรประเมินว่า องค์กรมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ แผนลงทุน การปรับกระบวนการผลิต การเปลี่ยน Portfolio หรือแผนจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับ Climate Transition หรือไม่ และข้อมูลเหล่านี้มีสาระสำคัญต่อผู้ลงทุนหรือไม่

Q: IFRS S2 ครอบคลุมเฉพาะ Climate หรือรวม Nature และ Biodiversity ด้วย?

A: IFRS S2 เป็นมาตรฐานเฉพาะด้าน Climate-related Disclosures จึงเน้นความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น Physical Risks, Transition Risks และ Climate-related Opportunities

อย่างไรก็ดี IFRS S1 ครอบคลุม Sustainability-related Risks and Opportunities อื่น ๆ ด้วย หากประเด็นด้าน Nature, Biodiversity, Water หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมอื่นมีสาระสำคัญทางการเงินต่อบริษัท ก็อาจต้องพิจารณาเปิดเผยภายใต้ IFRS S1


หมวดที่ 5: ข้อมูล และ Assurance

Q: มาตรฐานของ ISSB บังคับให้ต้องมี External Assurance หรือไม่?

A: IFRS S1 และ IFRS S2 ไม่ได้บังคับและกำหนดระดับ Assurance อย่างไรก็ตามการกำหนดว่าจะต้องมี Assurance หรือไม่ และเป็นระดับใด (Limited หรือ Reasonable Assurance) ขึ้นอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้มีการสอบทานข้อมูล GHG Emissions Scope 1 และ Scope 2 ในระดับ Limited Assurance โดยบริษัทสามารถใช้ผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก.หรือบริษัทผู้ให้บริการตรวจสอบบัญชีและให้ความเชื่อมั่นอื่นๆ โดยต้องใช้มาตรฐานการทวนสอบหรือสอบทานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึง ISAE3410, ISSA5000, ISO 14064-3, AA1000AS หรือมาตรฐานเทียบเท่าอื่นๆ

Q: ต้องเก็บหลักฐาน แหล่งข้อมูล และวิธีคำนวณละเอียดแค่ไหน?

A: แม้มาตรฐานของ ISSB ไม่ได้กำหนดรูปแบบ Data Log แบบตายตัว แต่บริษัทควรจัดเก็บแหล่งข้อมูล วิธีคำนวณ สมมติฐาน ผู้รับผิดชอบ และการควบคุมภายในที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลมีความสม่ำเสมอ เปรียบเทียบได้ และพร้อมต่อการสอบทานในอนาคต

เรื่องนี้เป็นความท้าทายสำคัญของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย เพราะหลายบริษัทขาดระบบข้อมูลกลาง เครื่องมือวิเคราะห์ และแนวทางพัฒนา Internal Data Systems


หมวดที่ 6: การเตรียมความพร้อม

Q: แผนกใดในองค์กรควรเป็นเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าภาพในการดำเนินการตามมาตรฐานของ ISSB?

A: การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานของ ISSB ไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เพราะข้อมูลตาม IFRS S1 และ IFRS S2 ต้องเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ ความเสี่ยง ข้อมูลทางการเงิน ตัวชี้วัด เป้าหมาย และการกำกับดูแลขององค์กร

แนวทางที่เหมาะสมคือให้มี Cross-functional Ownership โดยกำหนดบทบาทให้ชัดเจน เช่น

  • คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง กำกับดูแลทิศทาง ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจสำคัญ
  • Sustainability / ESG Team ประสานข้อมูลด้านความยั่งยืนและการจัดทำ Disclosure
  • Finance / Accounting / CFO Function ดูแลความเชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงิน Financial Effects งบการเงิน และ Internal Control
  • Risk Management / ERM เชื่อมโยง Sustainability-related Risks and Opportunities เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยง
  • Strategy / Business Units / Operations ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจ แผนลงทุน การเปลี่ยนผ่าน และผลกระทบต่อการดำเนินงาน
  • Internal Audit / Compliance สนับสนุนการควบคุมภายใน หลักฐาน และความพร้อมด้าน Assurance
  • Investor Relations / Corporate Communication ช่วยสื่อสารข้อมูลให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ลงทุน

บริษัทอาจตั้งคณะทำงานภายในที่มี Sustainability และ Finance/CFO เป็นแกนร่วมกัน โดยมี Risk, Strategy, Operations, Legal, Internal Audit และ Investor Relation (IR) เข้าร่วมตามความเกี่ยวข้อง เพราะมาตรฐานของ ISSB ไม่ใช่แค่การจัดทำรายงานของฝ่าย Sustainability แต่การทำงานร่วมกันที่ต้องเชื่อมความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนกับการเงิน ความเสี่ยง กลยุทธ์ และการตัดสินใจขององค์กร

Q: บริษัทควรเริ่มต้นเตรียมความพร้อมอย่างไร?

A: บริษัทสามารถเริ่มจาก 5 ขั้นตอน

  1. ตรวจสอบว่าบริษัทอยู่ในกลุ่มใดตาม Thailand ISSB Adoption Roadmap
  2. ทำ Gap Assessment ระหว่างข้อมูลที่มีอยู่กับข้อกำหนดของ 56-1 One Report-S หรือ IFRS S1 / IFRS S2
  3. ระบุ Sustainability-related Risks and Opportunities (SRROs) และ Climate-related Risks and Opportunities (CRROs) ที่มีสาระสำคัญ
  4. กำหนด Data Owners, Methodology, Internal Controls และหลักฐานประกอบข้อมูล
  5. วางแผนยกระดับข้อมูลไปสู่การเชื่อมโยงกับ Strategy, ERM, Financial Planning และ Assurance Readiness

สำหรับบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ควรเริ่มจากการวาง Governance >> ประเมิน Climate Risks >> เก็บข้อมูล GHG Scope 1–2 >> ระบุตัวชี้วัดหลัก >> ระบุ Data Owners และการทำ Gap Assessment เบื้องต้นก่อน



>> กลับสู่หน้าหลัก Thailand ISSB Information Hub