Topic

SET Sustainability Forum #2/2026 “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain”

 

สรุปการสัมมนา: ประเด็นสำคัญ ✍🏻

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญจากงาน SET Sustainability Forum #2/2026 ที่จัดขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน และสถาบันการเงิน ถึงแนวทางการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไทย เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่มีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการดำเนินงาน แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและเศรษฐกิจของประเทศ

เนื้อหาที่มีการแลกเปลี่ยนในงานสัมมนานี้ สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า การสร้างความได้เปรียบในบริบทโลกยุคใหม่ ไม่ได้เกิดจากการมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสร้าง Supply Chain Ecosystem ที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับอุตสาหกรรมและกำลังคน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงร่วมกันทั้งระบบ ซึ่งกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก

อย่างไรก็ดี การจะใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวให้เกิดผลจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการทุกขนาด เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการตลอดทั้งระบบ ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างคู่ค้า อันนำไปสู่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น

ภาพรวมของงานสะท้อนตรงกันว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคตจะไม่ได้วัดจากความแข็งแกร่งขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับ "ความเข้มแข็งของ Supply Chain ทั้งระบบ" การประสานพลังระหว่างบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SMEs ภาครัฐ ตลาดทุน และสถาบันการเงิน เพื่อยกระดับมาตรฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการเติบโตร่วมกัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกความผันผวนของโลกให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

ช่วงที่ 1 : เสริมศักยภาพธุรกิจและ Supply Chain ไทย เพื่อรับมือโลกเศรษฐกิจยุคใหม่
โดย คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


คุณอัสสเดช คงสิริ กล่าวเปิดงานพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานที่มุ่งสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และร่วมกันยกระดับความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไทย

คุณอัสสเดช กล่าวว่า แม้ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพและได้รับความสนใจจากนักลงทุน แต่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การบริหาร Supply Chain กลายเป็นความท้าทายของทุกภาคธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างจากการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนและระยะเวลาการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า Supply Chain ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะของภาคการผลิต แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงานของทุกองค์กร

จากบริบทดังกล่าว แนวคิดในการบริหาร Supply Chain จึงเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นต้นทุนและประสิทธิภาพ ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อความผันผวน และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องซึ่งกำลังกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ของธุรกิจในยุคใหม่

ในส่วนของบทบาทตลาดทุน คุณอัสสเดช เสนอให้บริษัทจดทะเบียนซึ่งเป็น "พี่ใหญ่" มีบทบาทในการยกระดับคู่ค้าและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมยืนยันว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ และระบบสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้บริษัทจดทะเบียนสามารถยกระดับการบริหารจัดการ Supply Chain ของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนา Carbon Ecosystem เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Supply Chain ไทยและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ช่วงที่ 2 : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Supply Chain ไทย ผ่านนโยบายการเงินและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวถึงบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยชี้ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกกำลังส่งผลให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำนวนมากมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีความมั่นคงและสามารถเชื่อมโยงการค้ากับหลายประเทศได้ พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์จากการเดินทางร่วมกับนายกรัฐมนตรีไปยังประเทศจีน รวมถึงการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum และการหารือกับนักลงทุนในหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนในภูมิภาค

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงศักยภาพของห่วงโซ่อุปทาน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถของประเทศไทยในการค้าขายกับทุกประเทศท่ามกลางโลกที่กำลังแบ่งขั้ว โดยมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่น และสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และนิคมอุตสาหกรรมผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จนเกิด Supply Chain ที่แข็งแกร่งในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ เห็นว่า โจทย์ของโลกในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต จากเดิมที่การแข่งขันให้ความสำคัญกับต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต ปัจจุบันภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการปลดล็อกกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อเปลี่ยนกระแสความสนใจของนักลงทุนให้กลายเป็นการลงทุนจริงในประเทศไทย

ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐได้เร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน อาทิ โครงการ Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบให้เม็ดเงินลงทุนสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรมาจากการลงทุนที่สร้างศักยภาพในระยะยาว มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวถึงการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศร่วมกับภาคเอกชน โดยตั้งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี พร้อมเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential Economic Growth) ให้สูงกว่า 3% ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการกำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

สำหรับการพัฒนา Supply Chain ในระยะต่อไป ได้ให้ความสำคัญกับทั้งการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น เกษตรและอาหาร การผลิตยานยนต์ และการท่องเที่ยว จำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังต้องเร่งสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ในด้าน AI, Smart Electronics, Data Center, Wellness และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและสร้าง Supply Chain รูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ

อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการปลดล็อกมาตรการ Direct PPA และ Third Party Access เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนด้าน Data Center ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป พร้อมใช้การลงทุนดังกล่าวเป็นกลไกในการดึงดูดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทย

นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ดร.เอกนิติ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กัน โดยกล่าวถึงโครงการ Skill Bridge ซึ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะของกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างประเทศสู่ผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของ Supply Chain ในระยะยาว

ในช่วงท้ายของการบรรยาย ดร.เอกนิติ ได้ย้ำถึงบทบาทของตลาดทุนและบริษัทขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศของธุรกิจไทย โดยเปรียบภาครัฐและตลาดทุนเป็น "กองกลาง" ที่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเสนอแนวคิด "พี่ช่วยน้อง" ให้บริษัทขนาดใหญ่มีบทบาทในการยกระดับคู่ค้า บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ e-Tax Invoice, e-Withholding Tax และ PromptBiz ซึ่งช่วยลดภาระด้านเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และสร้างข้อมูลธุรกรรมที่สามารถตรวจสอบและอ้างอิงได้

ดร.เอกนิติ ยังเสนอว่า ภาครัฐควรใช้มาตรการจูงใจทางภาษี (Tax Incentives) เพื่อเร่งให้บริษัทขนาดใหญ่และคู่ค้าเข้าสู่ระบบดิจิทัล เช่น การคืนภาษีที่รวดเร็วขึ้นและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทั้งห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการกำหนดเป็นภาระหรือข้อบังคับเพียงอย่างเดียว เมื่อข้อมูลธุรกรรมอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและเชื่อมโยงกันผ่านระบบ เช่น PromptBiz สถาบันการเงินจะสามารถประเมินความน่าเชื่อถือและความเสี่ยงของผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่ก็สามารถส่งต่อประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจไปยังคู่ค้าและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การยกระดับ Supply Chain ของประเทศทั้งระบบ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อรองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในระยะยาว

ช่วงที่ 3: ผสานพลังตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนโยบาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพของ Supply Chain ไทย
โดย คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)


คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘New World Order’ ซึ่งแตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ มาตรการกีดกันทางการค้า ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและทรัพยากร การแข่งขันด้านเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของภาคธุรกิจ

เพื่อสะท้อนภาพของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้ยกข้อมูลจากดัชนีระดับสากลหลายชุด ทั้ง Geopolitical Risk Index, Geopolitical Fragmentation Index, World Uncertainty Index, World Trade Uncertainty Index และ Global Supply Chain Pressure Index ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

จากบริบทดังกล่าว บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกเริ่มปรับยุทธศาสตร์ด้าน Supply Chain อย่างต่อเนื่อง โดยลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว กระจายแหล่งผลิตไปยังหลายประเทศ และสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า และการหยุดชะงักของการผลิต

อีกประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนแนวคิดจาก Just in Time ซึ่งมุ่งเน้นประสิทธิภาพและการลดต้นทุน ไปสู่ Just in Case ที่ให้ความสำคัญกับความพร้อมรับมือ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด Globalization แบบเดิม ไปสู่ Friend-shoring และ Near-shoring ซึ่งให้ความสำคัญกับการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศหรือภูมิภาคที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานได้มากกว่าเดิม

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่ New Supply Chain Order ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความหลากหลายของแหล่งผลิต ความสามารถในการติดตามย้อนกลับ ความโปร่งใสของข้อมูล และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจและเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย มองว่าการปรับโครงสร้าง Supply Chain ของโลกเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ หากสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกับยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้บริบทใหม่ โดยการพัฒนาทั้งสองด้านควรดำเนินควบคู่กัน ไม่ใช่เลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

ในระดับองค์กร บริษัทจดทะเบียนควรให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของตนเองในหลายมิติ ทั้งการสร้างความยืดหยุ่น การเพิ่มความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การประยุกต์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ คุณไพบูลย์ เน้นย้ำว่า ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งกำลังกลายเป็น ความได้เปรียบในการแข่งขันรูปแบบใหม่ (New Competitive Advantage) โดยองค์กรที่สามารถสร้าง Supply Chain ที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จะได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้าน Cybersecurity และ Data Governance ตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่ค้ารายหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการประเมินมูลค่ากิจการของทั้งระบบได้

ในส่วนของตลาดทุน มองว่าควรทำหน้าที่เป็น Growth Financing Platform ที่ช่วยเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียน คู่ค้า ผู้ประกอบการ SMEs สถาบันการเงิน และภาคนวัตกรรม พร้อมสนับสนุนกลไกทางการเงินที่เอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถส่งผ่านสภาพคล่องและองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นของ SMEs และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ช่วงที่ 4: Panel Discussion ในหัวข้อ ‘รับมือความผันผวนของโลก...สร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน’

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี

คุณณัฐภูมิ เปาวรัตน์ Senior Vice President Group Commercial / Government Liaison บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์

คุณวัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนส่งเสริม SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

คุณกันต์ ถิระวัฒน์ ผู้บริหารสายงานการขายธุรกรรมการเงิน กลุ่มงานธุรกรรมการเงิน บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

โดยมีคุณศุภกร เอกชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ


การเสวนาเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยคุณศุภกร เอกชัยไพบูลย์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ชวนผู้ร่วมเสวนาจากภาคอุตสาหกรรม ภาคโลจิสติกส์ ภาครัฐ และภาคการเงิน ร่วมสะท้อนมุมมองต่อโจทย์เดียวกันว่า องค์กรจะสามารถสร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้อย่างไรภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ความท้าทายในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่มีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

ในมุมของภาคอุตสาหกรรม ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ยกตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร พร้อมทั้งชี้ว่า ความผันผวนของโลกไม่ได้ส่งผลต่อทุกองค์กรในระดับเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่จึงควรมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินงานให้แก่ SMEs ภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ เพราะความเข้มแข็งของบริษัทขนาดใหญ่ย่อมตั้งอยู่บนความแข็งแกร่งของคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ นอกจากนี้ ยังเสนอว่าประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละประเทศและยกระดับ Supply Chain ของภูมิภาคโดยรวม

ในมุมของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน คุณณัฐภูมิ เปาวรัตน์ สะท้อนว่า ความไม่แน่นอนของโลกทำให้การบริหาร Supply Chain ในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว มากกว่าการมุ่งเน้นประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว พร้อมยกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งในช่วงวิกฤต แม้มีต้นทุนสูงขึ้นในระยะสั้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ และไม่ให้สินค้าขาดตลาด โดยเสนอว่าการพัฒนาโลจิสติกส์ของไทยควรมุ่งสู่ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ Seamless Connectivity, Smart Logistics, Specialized Logistics และ Sustainable Logistics ควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

จากประเด็นการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของ Supply Chain ไทย โดยเห็นตรงกันว่าการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการใหม่ของตลาด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทขนาดใหญ่ ภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

คุณวัณณะวัฒน์ โอภาสวัฒนา อธิบายว่า อุปสรรคสำคัญของ SMEs ไม่ได้เริ่มจากการขาดเงินทุน แต่เริ่มจากการขาดความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ (Awareness) และขาดองค์ความรู้ในการปรับตัว (How-To) ก่อนจะนำไปสู่ข้อจำกัดด้านเงินทุน (Capital) ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มจากการประเมินศักยภาพของตนเอง จัดทำข้อมูลทางธุรกิจให้โปร่งใส พร้อมพัฒนา Business Model และมาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมในการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่และเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว

ในมุมของภาคการเงิน คุณกันต์ ถิระวัฒน์ อธิบายว่า สถาบันการเงินในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะฐานะของบริษัทแต่ละแห่ง แต่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของ Supply Chain ทั้งระบบ พร้อมยกตัวอย่างกลไก Supply Chain Financingที่เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยืนยันข้อมูลธุรกรรม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน บทบาทของสถาบันการเงินได้ขยายจากการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน ไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) ที่ช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ คู่ค้า และโอกาสทางการค้า รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การขยายธุรกิจ และการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลทางการเงิน ความสัมพันธ์กับคู่ค้า และแผนบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้องกับการเติบโตในอนาคต

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของ Supply Chain Ecosystem ทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยงบทบาทของภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ SMEs ภาครัฐ สถาบันการเงิน และตลาดทุน เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพ และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน อันจะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว


สรุปสาระสำคัญจากงาน
SET Sustainability Forum #2/2026 (21 กรกฎาคม 2569) หัวข้อ พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain”

โดย สมาชิก SET ESG Experts Pool – Editorial Team  
คุณชินนทัต สินประเสริฐโชค ผู้จัดการความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) | คุณฐิติวัชร กรวุฒิ เจ้าหน้าที่วาณิชธนกิจอิสระ

และนักศึกษาฝึกงาน กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
คุณพิณ ภักดีบุตร MSc Sustainability and Management, University of Bath | คุณปรินทร พรกฤดา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | คุณติณณ์ พรหมายน Bachelor of Arts and Science in Integrated Innovation, Chulalongkorn University


 

เอกสารประกอบงานสัมมนา 📑


 


 

รับชมงานสัมมนาย้อนหลัง 🎥

Playlist Link: https://www.youtube.com/playlist?list=PLJURJOGTU7GE

เสริมศักยภาพธุรกิจและ Supply Chain ไทย รับมือโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจและ Supply Chain คือกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว


ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Supply Chain ผ่านนโยบาย การเงิน และดิจิทัล

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกลไกทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ


ผสานพลังตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนโยบาย เพื่อยกระดับ Supply Chain ไทย

ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ความโปร่งใส และความยืดหยุ่นของ Supply Chain ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทั้งความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน


รับมือความผันผวนของโลก...สร้าง Supply Chain ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ร่วมรับฟังมุมมองและประสบการณ์จริงจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารองค์กร และสถาบันการเงิน ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการใช้เครื่องมือสำคัญในการสร้าง Supply Chain Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน


 

ภาพบรรยากาศภายในงาน 📷

 

 

 

 

หมายเหตุ

สำหรับ Clip รับชมย้อนหลัง และเอกสารประกอบการอบรม ห้ามเผยแพร่ ลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ หรือดัดแปลงไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง
รวมทั้งห้ามนำไปใช้เพื่อการอื่นใดทุกกรณี ยกเว้นใช้ภายในองค์กรเท่านั้น