Topic
ชวนสำรวจแต้มต่อและแรงสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อน ESG ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ
![]()
ผู้เขียน:
กรรณิกา ปิ่นมณี ผู้จัดการส่วนปฏิบัติการด้านความยั่งยืน บมจ. บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส
รุ่งกานต์ วงศ์ธนาสุนทร ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยง บมจ. เคซีจี คอร์ปอเรชั่น
ผู้ตรวจทาน:
ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ ผู้จัดการฝ่าย Office of CEO บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล
*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy
ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย
ในมุมมองของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ การดำเนินงานด้านความยั่งยืนมักมาพร้อมกับคำถามสำคัญว่านอกจากผลประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว องค์กรจะได้รับประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อหลายโครงการต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร พัฒนาระบบข้อมูล ยกระดับกระบวนการผลิต หรือพัฒนาความรู้ของบุคลากร
คำถามดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ธุรกิจต้องควบคุมต้นทุนและพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างรอบคอบ ผู้ที่รับผิดชอบงานด้านความยั่งยืนจึงต้องแสดงให้เห็นว่า ESG เชื่อมโยงกับโจทย์ทางธุรกิจอย่างไร ทั้งในด้านการลดต้นทุนและความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนานวัตกรรม หรือการสร้างความพร้อมในการแข่งขัน
การขับเคลื่อน ESG ให้ตอบโจทย์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากทรัพยากรขององค์กรเพียงลำพัง ปัจจุบันมีทั้งมาตรการภาครัฐ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทุนวิจัย บริการให้คำปรึกษา หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ตลอดจนระบบประเมินและการรับรองมาตรฐาน ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มความเป็นไปได้ให้แก่โครงการของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนและเครื่องมือเหล่านี้ให้ประโยชน์ต่างกัน บางมาตรการช่วยลดภาษีหรือค่าใช้จ่ายในการลงทุนโดยตรง บางโครงการร่วมสนับสนุนเงินหรือองค์ความรู้ ขณะที่สินเชื่อและตราสารหนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่วนการอบรม การให้คำปรึกษา และการรับรองมาตรฐานช่วยเพิ่มความพร้อมและความน่าเชื่อถือ องค์กรจึงควรทำความเข้าใจว่าเครื่องมือแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไข ต้นทุน และผลลัพธ์อย่างไร บทความนี้จึงชวนสำรวจแต้มต่อและแรงสนับสนุนสำหรับการขับเคลื่อน ESG โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนเพื่อลดต้นทุนการลงทุน
- แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน
- การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม
- การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน
1. สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนเพื่อลดต้นทุนการลงทุน
การลงทุนด้านความยั่งยืนอาจต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน การนำพลังงานทดแทนมาใช้ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีมาตรการหลายรูปแบบที่อาจช่วยลดภาระต้นทุนของโครงการเหล่านี้ได้
ตัวอย่างรูปแบบการสนับสนุนในกลุ่มนี้ ได้แก่
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือการให้หักรายจ่ายเพิ่มเติม
- เงินสนับสนุนการลงทุน เช่น เงินร่วมสนับสนุนค่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์บางส่วนตามหลักเกณฑ์และรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละโครงการ
มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมกิจการและการลงทุนหลายลักษณะ บริษัทจึงควรพิจารณาควบคู่กับแผนการลงทุนว่า มีโครงการใดที่อาจเข้าเกณฑ์ของหน่วยงานผู้ให้สิทธิหรือการสนับสนุน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การใช้ระบบอัตโนมัติ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดของเสียและมลพิษ หรือการยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สูงขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม หรือ Smart and Sustainable Industry ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของกิจการในหลายด้าน ผู้ประกอบการที่มีประเภทกิจการและโครงการเข้าเกณฑ์อาจได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ตัวอย่างสิทธิภายใต้มาตรการ ได้แก่
- โดยทั่วไป โครงการต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทการปรับปรุงและเงื่อนไขของ BOI
- สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ หากโครงการใช้เครื่องจักรที่เชื่อมโยงหรือสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการ อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 100 ของเงินลงทุนที่เข้าเกณฑ์ ตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนด
รายละเอียดข้างต้นไม่ใช่สิทธิที่ใช้กับการลงทุนด้าน ESG ทุกโครงการ แต่เป็นตัวอย่างภายใต้มาตรการและกรณีการลงทุนที่กำหนด บริษัทจึงต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ลักษณะการปรับปรุง และฐานเงินลงทุนที่สามารถนำมาคำนวณสิทธิได้ก่อนยื่นคำขอ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ซึ่งให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่เกิดจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศของโครงการที่เข้าเกณฑ์ เป็นระยะเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามช่วงเวลาการขึ้นทะเบียนโครงการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
นอกจากสิทธิทางภาษีแล้ว ภาครัฐยังอาจเปิดโครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงานในรูปแบบเงินร่วมสนับสนุนค่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์เดิม การปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงาน อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้เปิดรับเป็นรอบและมีวงเงินจำกัด จึงควรตรวจสอบปีงบประมาณ กลุ่มผู้สมัคร สัดส่วนการสนับสนุน และสถานะการเปิดรับสมัครกับหน่วยงานเจ้าของโครงการก่อนนำไปวางแผนลงทุน
นอกจากมาตรการทางภาษีและโครงการสนับสนุนการลงทุนเฉพาะด้านแล้ว ภาครัฐยังมีกลไกสนับสนุนโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น กองทุน Thai Climate Initiative Fund หรือ ThaiCI ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีกรอบวงเงินสนับสนุน 150 ล้านบาทในช่วงปี พ.ศ. 2566–2570
การสนับสนุนของ ThaiCI เป็นการพิจารณาตามประเภทโครงการ คุณสมบัติของผู้ขอรับการสนับสนุน และหลักเกณฑ์ของกองทุน ไม่ใช่สิทธิที่ธุรกิจจะได้รับโดยอัตโนมัติ องค์กรที่สนใจจึงควรตรวจสอบกรอบโครงการและรอบการเปิดรับข้อเสนอกับกองทุนสิ่งแวดล้อมก่อนนำไปประกอบแผนการลงทุน
💡แนวทางการเตรียมความพร้อม
การดำเนินงานด้าน ESG ไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์หรือเงินสนับสนุนโดยอัตโนมัติ แต่ละมาตรการมีข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทกิจการ รายการลงทุน เทคโนโลยี ขนาดเงินลงทุน ระยะเวลายื่นคำขอ และหลักฐานประกอบแตกต่างกัน บางมาตรการยังกำหนดให้ยื่นคำขอก่อนเริ่มลงทุนหรือก่อนเกิดรายจ่าย หากบริษัทเริ่มดำเนินโครงการไปแล้ว จึงอาจไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้
บริษัทจึงควรให้ฝ่ายความยั่งยืนทำงานร่วมกับฝ่ายการเงิน ภาษี วิศวกรรม กฎหมาย และหน่วยธุรกิจตั้งแต่ช่วงวางแผนโครงการ เพื่อพิจารณาว่าโครงการมีโอกาสเข้าเกณฑ์มาตรการใด ต้องยื่นคำขอเมื่อใด และเมื่อรวมต้นทุนการปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว สิทธิประโยชน์หรือเงินสนับสนุนนั้นช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของโครงการได้มากน้อยเพียงใด

2. แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน
หลายองค์กรมีโครงการด้านความยั่งยืน แต่เผชิญข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เช่น การติดตั้งพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร การจัดการน้ำและของเสีย หรือการลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงและมักมีระยะเวลาคืนทุนหลายปี
ปัจจุบัน สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เช่น Green Loan สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน หรือ Sustainability-linked Loan (SLL)
Green Loan โดยทั่วไปเป็นสินเชื่อที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ SLL เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้กู้ หากองค์กรบรรลุหรือไม่บรรลุตัวชี้วัดและเป้าหมายตามที่ตกลงกัน อัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขบางประการอาจเปลี่ยนแปลงตามสัญญา
สำหรับองค์กรที่มีความพร้อมในการระดมทุนผ่านเครื่องมือตราสารหนี้ ยังสามารถพิจารณาตราสารหนี้กลุ่มเพื่อความยั่งยืน เช่น Green Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond (SLB) โดย Green Bond และ Sustainability Bond เป็นตราสารที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินสำหรับโครงการที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่ SLB เชื่อมโยงเงื่อนไขของตราสารกับการบรรลุตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ออกตราสาร โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องนำเงินไปใช้กับโครงการใดโครงการหนึ่ง
เครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง การเลือกใช้ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของโครงการ ขนาดเงินลงทุน ความพร้อมขององค์กร และความสามารถในการวัดและรายงานผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน
ตัวอย่างโครงการและธุรกิจที่อาจพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้ ได้แก่
- ธุรกิจที่มีแผนลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร การจัดการน้ำและของเสีย ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรืออาคารเขียว อาจพิจารณา Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินให้สอดคล้องกับโครงการ
- องค์กรที่ต้องการเชื่อมต้นทุนทางการเงินกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร อาจพิจารณา SLL โดยต้องมีตัวชี้วัดและเป้าหมายที่มีสาระสำคัญ วัดผลได้ และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ
- บริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรที่มีความพร้อมในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ อาจพิจารณา Green Bond หรือ Sustainability Bond สำหรับโครงการที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน หรือพิจารณา SLB หากต้องการเชื่อมเงื่อนไขของตราสารกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
- คู่ค้าและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ ที่ต้องลงทุนเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือปฏิบัติตามข้อกำหนดของลูกค้า อาจพิจารณาสินเชื่อที่เหมาะกับขนาดกิจการ หรือโครงการ Supply chain finance ที่ช่วยให้คู่ค้าเข้าถึงเงินทุนเพื่อการปรับตัว โดยเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ซื้อและสถาบันการเงิน
- ธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงาน และธุรกิจบริการ ที่ต้องการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการน้ำ พลังงานหมุนเวียน หรือมาตรฐานอาคารเขียว อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะโครงการหรือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมจากสถาบันการเงิน
💡แนวทางการเตรียมความพร้อม
ก่อนขอสินเชื่อหรือระดมทุน ธุรกิจควรจัดทำข้อมูลที่แสดงให้เห็นทั้งความเป็นไปได้ทางการเงินและผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน เช่น เงินลงทุน กระแสเงินสด ผลประหยัด ระยะเวลาคืนทุน การลดการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวิธีติดตามผล นอกจากนี้ ต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หลักประกัน ภาระการรายงาน และเงื่อนไขกรณีไม่บรรลุเป้าหมายด้วย
สินเชื่อและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนจึงควรถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการจัดหาเงินทุน ไม่ใช่สิทธิประโยชน์หรือเงินให้เปล่า แม้บางผลิตภัณฑ์อาจช่วยให้องค์กรได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมกับลักษณะของโครงการมากขึ้นก็ตาม
3. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอีกส่วนสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การวิจัยและพัฒนามักต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลานาน และมีความไม่แน่นอนด้านผลลัพธ์เชิงเทคนิคและเชิงพาณิชย์
ภาครัฐจึงมีการสนับสนุนผ่านทุนวิจัยและทุนพัฒนานวัตกรรม เงินร่วมสมทบ โครงการร่วมวิจัย และบริการจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงพัฒนาและทดลองเทคโนโลยี
ตัวอย่างหน่วยงานที่มีบทบาท ได้แก่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.
การสนับสนุนอาจครอบคลุมโครงการที่สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ เช่น ด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ การจัดการของเสีย เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
นอกจากเงินทุนแล้ว บางโครงการยังให้บริการคำปรึกษา การประเมินความพร้อม หรือการเชื่อมโยงกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เช่น โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ตลอดจนเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งช่วยให้องค์กรเห็นช่องว่างและจัดลำดับการลงทุนได้ดีขึ้น
💡แนวทางการเตรียมความพร้อม
เงื่อนไขของทุนแต่ละแผนงานแตกต่างกัน ทั้งสัดส่วนเงินสนับสนุน เงินสมทบจากภาคเอกชน ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมเป้าหมาย และคุณสมบัติของผู้สมัคร จึงไม่ควรนำเพดานหรือสัดส่วนการสนับสนุนของโครงการหนึ่งไปอธิบายเป็นเกณฑ์กลางของทุกโครงการภายใต้หน่วยงานเดียวกัน
บริษัทที่สนใจขอรับทุนสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมควรเตรียมข้อมูลทั้งด้านเทคนิคและด้านธุรกิจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการและโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์จริง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่
- จัดทำข้อเสนอโครงการที่อธิบายความเป็นมาของโครงการ นวัตกรรมที่พัฒนา ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ศักยภาพทางการตลาด และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
- เตรียมหลักฐานแสดงความพร้อมของเทคโนโลยี เช่น ผลการทดลองหรือการพิสูจน์แนวคิด รวมถึงระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ตามที่หน่วยงานสนับสนุนกำหนด
- วางแผนงบประมาณและเงินร่วมลงทุนของภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบเงินสด (In Cash) และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินสด (In Kind) เช่น บุคลากร เครื่องมือ หรือห้องปฏิบัติการ
- สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการและโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุน
- ลงทะเบียนในระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) และดำเนินการตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานผู้ให้ทุน

4. การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน
การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยบุคลากร ระบบบริหารจัดการ และข้อมูลที่มีคุณภาพ หลายองค์กรจึงอาจเริ่มจากการพัฒนาความรู้ ประเมินความพร้อม และยกระดับระบบงานให้สอดคล้องกับโจทย์และระดับความพร้อมของตนเอง
การพัฒนาบุคลากรจึงควรครอบคลุมมากกว่าทีมความยั่งยืน และเชื่อมโยงไปยังคณะกรรมการ ผู้บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์ ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายการเงินและการลงทุน ฝ่ายปฏิบัติงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้รับผิดชอบข้อมูล เพื่อให้ ESG ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจขององค์กรได้จริง
ปัจจุบันมีทั้งทุนพัฒนาบุคลากร หลักสูตรอบรม ระบบ e-Learning และแพลตฟอร์มสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
ในด้านระบบงานและข้อมูล องค์กรสามารถใช้เครื่องมือประเมินหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อช่วยจัดเก็บ คำนวณ และบริหารข้อมูล ตัวอย่างเช่น ระบบประเมินความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ระบบประเมินการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน และแพลตฟอร์มบริหารข้อมูลก๊าซเรือนกระจก
สำหรับการรับรองมาตรฐาน องค์กรอาจพิจารณาโครงการที่เหมาะกับลักษณะกิจการ เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green Industry ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การรับรองเป็นตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ แสดงระดับการพัฒนาระบบ และตอบสนองข้อกำหนดของลูกค้าหรือคู่ค้า บางโครงการอาจมีสิทธิหรือแต้มต่อเพิ่มเติมตามระดับการรับรองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ใบรับรองหนึ่งรายการไม่ใช่หลักฐานว่าองค์กรมีผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนในทุกมิติ และประโยชน์ทางการเงินหรือโอกาสทางตลาดไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
💡แนวทางการเตรียมความพร้อม
องค์กรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอบรมหรือขอรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ควรเริ่มจากการประเมินระดับความพร้อมขององค์กรและกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ จากนั้นจึงเลือกมาตรฐานหรือหลักสูตรที่เหมาะสม พร้อมเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของแต่ละมาตรฐาน
สำหรับการพัฒนาบุคลากรในบริษัทจดทะเบียน หลายหน่วยงานมีหลักสูตรอบรมและทุนสนับสนุนค่าใช้จ่าย เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ดำเนินการโดย SET ESG Academy) กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ซึ่งบริษัทสามารถพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับบทบาทของบุคลากรและประเด็น ESG ที่องค์กรกำลังขับเคลื่อนอยู่
✏️เลือกใช้การสนับสนุนให้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ
ก่อนค้นหาสิทธิประโยชน์ โครงการสนับสนุน หรือแหล่งเงินทุนที่เกี่ยวข้อง บริษัทควรเริ่มจากการกำหนดโจทย์ของตนเองให้ชัดเจน เช่น
- หากต้องการลดต้นทุนการลงทุนหรือภาระภาษี ควรสำรวจมาตรการของ BOI กรมสรรพากร หรือโครงการเงินร่วมสนับสนุนจากภาครัฐ
- หากมีโครงการที่พร้อมลงทุนแต่ยังขาดเงินทุน ควรพิจารณาสินเชื่อสีเขียว หรือตราสารหนี้ที่เหมาะกับขนาดและความพร้อมขององค์กร
- หากเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงทดลอง ควรพิจารณาทุนวิจัย เงินร่วมพัฒนา บริการผู้เชี่ยวชาญ หรือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
- หากข้อจำกัดอยู่ที่บุคลากร ระบบข้อมูล หรือกระบวนการทำงาน ควรเริ่มจากหลักสูตรอบรม บริการคำปรึกษา เครื่องมือประเมิน และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
- หากต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ควรเลือกมาตรฐานหรือการรับรองที่ลูกค้าและผู้ใช้ข้อมูลให้การยอมรับ
เมื่อระบุโจทย์ได้ชัด บริษัทจึงค่อยเปรียบเทียบทางเลือก โดยพิจารณาทั้งประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เงินลงทุนที่องค์กรต้องสมทบ ต้นทุนเงินทุน ภาระเอกสาร ระยะเวลา เงื่อนไขการติดตามผล และความเสี่ยงหากไม่สามารถดำเนินการตามข้อกำหนดได้
✏️จากสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนสู่แต้มต่อของธุรกิจ
สิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน และการสนับสนุนที่กล่าวมานี้ไม่ได้ทำให้การลงทุนด้าน ESG กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีต้นทุน และไม่ได้รับประกันว่าโครงการจะสร้างกำไร แต่สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดข้อจำกัดบางประการ ทำให้โครงการมีความเป็นไปได้มากขึ้น และช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต้มต่อที่แท้จริงจึงไม่ได้เกิดจากการได้รับสิทธิหรือเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเครื่องมือเหล่านั้นมาเชื่อมกับกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง แผนลงทุน และเป้าหมายทางธุรกิจอย่างเหมาะสม
สำหรับบริษัทจดทะเบียน การสำรวจโครงการสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุน และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา Business Case ด้าน ESG ให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้บนข้อมูลที่รอบด้าน และเปลี่ยนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจากกิจกรรมเฉพาะส่วน ไปสู่การลงทุนที่สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและคุณค่าของธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวงเงิน อัตราดอกเบี้ย สัดส่วนเงินสนับสนุน คุณสมบัติผู้สมัคร และระยะเวลาเปิดรับคำขออาจมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทควรตรวจสอบประกาศและเงื่อนไขล่าสุดจากหน่วยงานเจ้าของมาตรการก่อนวางแผนลงทุนหรือยื่นขอรับการสนับสนุน
ภาคผนวก
ตารางรายละเอียดสิทธิประโยชน์และมาตรการทางการเงินที่กล่าวถึงในบทความข้างต้นโดยสังเขป
(ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569)
|
ประเภทสิทธิประโยชน์และมาตรการทางการเงิน |
หน่วยงาน |
ขอบเขตสิทธิประโยชน์ |
เงื่อนไขสำคัญ / กรอบระยะเวลา |
แหล่งที่มาของข้อมูล |
|
1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน |
||||
|
มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพอุตสาหกรรม (Smart & Sustainable Industry) |
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) |
ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพ รวมถึง สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประเภทการลงทุนและเงื่อนไขที่ BOI กำหนด |
เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน โดยต้องดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีนับจากวันออกบัตรส่งเสริม ทั้งนี้ รายละเอียดสิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการ |
|
|
มาตรการภาษีส่งเสริมการขายคาร์บอนเครดิต (T-VER) |
กรมสรรพากร |
ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ กำไรสุทธิจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ที่เข้าเกณฑ์ |
ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ กำไรสุทธิจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ที่เข้าเกณฑ์ |
|
|
โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน |
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) |
สนับสนุนเงินลงทุนแบบ Co-pay สำหรับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน |
สนับสนุนเงินลงทุนแบบ Co-pay สำหรับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน |
|
|
2. แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน |
||||
|
2.1 Green Loan / Transition Finance |
||||
| Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) | สถาบันการเงินที่มีผลิตภัณฑ์ด้าน Green/Transition Finance |
สินเชื่อสำหรับลงทุนในโครงการที่ช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ใช้พลังงานสะอาด ลดมลพิษ หรือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจตามเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อ |
วงเงิน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระ และคุณสมบัติของผู้กู้แตกต่างกันตามสถาบันการเงินและลักษณะโครงการ |
|
|
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: |
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) |
สนับสนุนเงินทุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการ ลงทุนหรือปรับปรุงกิจการไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม |
พิจารณาตามประเภทกิจการ โครงการ และเกณฑ์สินเชื่อของธนาคาร |
|
|
2.2 Green Loans, Sustainability Loans หรือ Sustainability-linked Loan |
||||
|
Sustainability-linked Loan (SLL) |
สถาบันการเงิน |
สินเชื่อที่เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับ ผลการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Targets: SPTs) ของผู้กู้ |
ต้องกำหนดตัวชี้วัด เป้าหมาย และวิธีติดตามผลที่ชัดเจนตามเงื่อนไขของสินเชื่อ |
|
|
2.3 Green Bond, Sustainability Bond หรือ Sustainability-linked Bond |
||||
|
Green Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond |
ตลาดตราสารหนี้ / ผู้จัดจำหน่าย / ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการออกตราสารหนี้ |
เป็นทางเลือกในการระดมทุนสำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โครงการด้านสังคม หรือโครงการที่รวมทั้งสองด้าน ขณะที่ Sustainability-linked Bond เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินหรือโครงสร้างของตราสารกับการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน |
การออกตราสารต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การออกและเสนอขาย รวมถึงแนวทาง/มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และอาจมีค่าใช้จ่ายด้าน External Review และการรายงานผล |
|
|
โครงการตราสารหนี้สีเขียวและการระดมทุนยั่งยืน (ESG Bonds) |
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน(CMDF) |
ทุนสนับสนุน ตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตามรายการทุนสนับสนุน แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อประเภทตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) และ/หรือ ตราสารศุกูกด้านความยั่งยืน (ESG Sukuk) และต่อรายผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)* |
1. ผู้รับทุนต้องให้ความร่วมมือกับกองทุนฯ ในการตอบแบบสำรวจเพื่อทำการวิจัยถึงคุณค่าและเนื้อหาของตลาดตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานต่อไป ตลอดจนการให้ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) ตามที่กองทุนฯ ร้องขอ |
|
|
3. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม |
||||
|
ทุนสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ |
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) |
ทุนให้เปล่า/ทุนอุดหนุนเพื่อสนับสนุนโครงการนวัตกรรม โดยครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจเป้าหมาย เช่น Bioeconomy, Manufacturing & Circular Economy และ Service & Sharing Economy |
สัดส่วนเงินสนับสนุนและวงเงินขึ้นอยู่กับกลไกทุนและประกาศรับสมัครในแต่ละช่วง |
|
|
ทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน |
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) |
สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามกรอบทุนที่เปิดรับ |
รูปแบบการร่วมทุน สัดส่วนเงินสนับสนุน และคุณสมบัติผู้ขอรับทุนเป็นไปตามกรอบทุนและประกาศรับข้อเสนอในแต่ละรอบ |
|
|
โครงการอบรมและบ่มเพาะแผนปฏิบัติการสีเขียว (Green Action Plan) |
ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และธนาคารออมสิน |
ทุนสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจสำหรับ 10 องค์กรต้นแบบที่ผ่านการคัดเลือก มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท |
สำหรับกลุ่มธุรกิจ SMEs และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startups) ที่ต้องการเครื่องมือปรับแผนการผลิตลดการปล่อยคาร์บอนและประหยัดพลังงานระยะสั้น (Quick Wins) |
|
|
ทุนสนับสนุนข้อเสนองานวิจัยและนวัตกรรมประจำปี |
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) |
การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตามแผนงานการวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ประเมินของ วช. สำหรับแผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสีเขียว |
ต้องเป็นโครงการกับมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ หรือนักวิจัยที่มีคุณสมบัติตามที่ วช. กำหนด |
|
|
มาตรการการบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี |
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) |
นิติบุคคลที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรืออยู่ระหว่างการขอรับการส่งเสริม สามารถบริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ของ BOI |
ปัจจุบันมาตรการระบุสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 2 เท่าของเงินบริจาค โดยมีเงื่อนไขและกรอบระยะเวลาสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ BOI |
|
|
4. การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน |
||||
|
อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) |
กรมโรงงานอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม |
การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวแบ่งเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ Green Commitment ถึง Green Network เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ผู้ได้รับการรับรองสามารถใช้ตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว และอาจได้รับสิทธิประโยชน์หรือโอกาสทางธุรกิจจากหน่วยงานและพันธมิตรตามระดับการรับรองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด |
สำหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการหรือสถานประกอบการที่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมชัดเจน |
|
|
มาตรฐาน G-Green |
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม |
การรับรองมาตรฐาน G-Green สำหรับสถานประกอบการและธุรกิจที่ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Green Production, Green Hotel, Green Office และ Green Restaurant |
เหมาะสำหรับธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงสถานประกอบการ หน่วยงาน และธุรกิจบริการที่มีการจัดการทรัพยากร พลังงาน ของเสีย และกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและ Net Zero |
|
|
การประเมินและยกระดับสู่ Industry 4.0 |
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) |
ได้รับการประเมินระดับความพร้อมอุตสาหกรรมขององค์กรตนเอง ด้วยดัชนีวัดอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับประเทศไทย ในการก้าวสู่ยุค Industry 4.0 พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงองค์กร ได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนแบบครบวงจรเพื่อลงทุนสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 เช่น *การขอสิทธิประโยชน์ BOI มาตรการ Industry 4.0 ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี (เงื่อนไขตามข้อกำหนดของ BOI) |
โรงงานและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคแรงงาน |
|
|
โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร (Circular Economy) |
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ |
ได้รับการตรวจประเมินรับรองประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้ระบบการประเมินประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร (Circular Economy Performance Assessment System: CEPAS) ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำในการพัฒนาการประยุกต์ Circular Economy กับสถานประกอบการ |
ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานผลิตทุกขนาด หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากร/การจัดการของเสีย
|
|
|
โครงการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือ Social Impact Footprint (SIF) |
สถาบันไทยพัฒน์ |
ได้รับการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือ SIF (Social Impact Footprint) จากโครงการพัฒนาสังคมขององค์กร ได้รับใบ Certificate รับรองผลด้านมูลค่าทางการเงินของโครงการด้านสังคม |
สถานประกอบการและธุรกิจที่มีการดำเนินการด้านสังคม |
|
หมายเหตุ: ข้อมูลสิทธิประโยชน์ เงื่อนไข วงเงิน และระยะเวลาของมาตรการต่าง ๆ อาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขล่าสุดก่อนใช้สิทธิ