Topic

ชวนสำรวจแต้มต่อและแรงสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อน ESG ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ

ผู้เขียน:
กรรณิกา ปิ่นมณี
ผู้จัดการส่วนปฏิบัติการด้านความยั่งยืน บมจ. บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส
รุ่งกานต์ วงศ์ธนาสุนทร ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยง บมจ. เคซีจี คอร์ปอเรชั่น
ผู้ตรวจทาน:
ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ ผู้จัดการฝ่าย Office of CEO บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล 


*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy
ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย


ในมุมมองของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ การดำเนินงานด้านความยั่งยืนมักมาพร้อมกับคำถามสำคัญว่านอกจากผลประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว องค์กรจะได้รับประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อหลายโครงการต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร พัฒนาระบบข้อมูล ยกระดับกระบวนการผลิต หรือพัฒนาความรู้ของบุคลากร

คำถามดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ธุรกิจต้องควบคุมต้นทุนและพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างรอบคอบ ผู้ที่รับผิดชอบงานด้านความยั่งยืนจึงต้องแสดงให้เห็นว่า ESG เชื่อมโยงกับโจทย์ทางธุรกิจอย่างไร ทั้งในด้านการลดต้นทุนและความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนานวัตกรรม หรือการสร้างความพร้อมในการแข่งขัน

การขับเคลื่อน ESG ให้ตอบโจทย์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากทรัพยากรขององค์กรเพียงลำพัง ปัจจุบันมีทั้งมาตรการภาครัฐ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ทุนวิจัย บริการให้คำปรึกษา หลักสูตรพัฒนาบุคลากร ตลอดจนระบบประเมินและการรับรองมาตรฐาน ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มความเป็นไปได้ให้แก่โครงการของธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนและเครื่องมือเหล่านี้ให้ประโยชน์ต่างกัน บางมาตรการช่วยลดภาษีหรือค่าใช้จ่ายในการลงทุนโดยตรง บางโครงการร่วมสนับสนุนเงินหรือองค์ความรู้ ขณะที่สินเชื่อและตราสารหนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่วนการอบรม การให้คำปรึกษา และการรับรองมาตรฐานช่วยเพิ่มความพร้อมและความน่าเชื่อถือ องค์กรจึงควรทำความเข้าใจว่าเครื่องมือแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ เงื่อนไข ต้นทุน และผลลัพธ์อย่างไร บทความนี้จึงชวนสำรวจแต้มต่อและแรงสนับสนุนสำหรับการขับเคลื่อน ESG โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนเพื่อลดต้นทุนการลงทุน
  2. แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน
  3. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม
  4. การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน

1. สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนเพื่อลดต้นทุนการลงทุน

การลงทุนด้านความยั่งยืนอาจต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน การนำพลังงานทดแทนมาใช้ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีมาตรการหลายรูปแบบที่อาจช่วยลดภาระต้นทุนของโครงการเหล่านี้ได้

ตัวอย่างรูปแบบการสนับสนุนในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือการให้หักรายจ่ายเพิ่มเติม
  • เงินสนับสนุนการลงทุน เช่น เงินร่วมสนับสนุนค่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์บางส่วนตามหลักเกณฑ์และรอบการเปิดรับสมัครของแต่ละโครงการ

มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมกิจการและการลงทุนหลายลักษณะ บริษัทจึงควรพิจารณาควบคู่กับแผนการลงทุนว่า มีโครงการใดที่อาจเข้าเกณฑ์ของหน่วยงานผู้ให้สิทธิหรือการสนับสนุน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การใช้ระบบอัตโนมัติ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดของเสียและมลพิษ หรือการยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สูงขึ้น

ตัวอย่างสำคัญคือมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม หรือ Smart and Sustainable Industry ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของกิจการในหลายด้าน ผู้ประกอบการที่มีประเภทกิจการและโครงการเข้าเกณฑ์อาจได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ตัวอย่างสิทธิภายใต้มาตรการ ได้แก่

  • โดยทั่วไป โครงการต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทการปรับปรุงและเงื่อนไขของ BOI
  • สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ หากโครงการใช้เครื่องจักรที่เชื่อมโยงหรือสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการ อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 100 ของเงินลงทุนที่เข้าเกณฑ์ ตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนด

รายละเอียดข้างต้นไม่ใช่สิทธิที่ใช้กับการลงทุนด้าน ESG ทุกโครงการ แต่เป็นตัวอย่างภายใต้มาตรการและกรณีการลงทุนที่กำหนด บริษัทจึงต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ลักษณะการปรับปรุง และฐานเงินลงทุนที่สามารถนำมาคำนวณสิทธิได้ก่อนยื่นคำขอ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ซึ่งให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่เกิดจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศของโครงการที่เข้าเกณฑ์ เป็นระยะเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามช่วงเวลาการขึ้นทะเบียนโครงการและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นอกจากสิทธิทางภาษีแล้ว ภาครัฐยังอาจเปิดโครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่ออนุรักษ์พลังงานในรูปแบบเงินร่วมสนับสนุนค่าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์เดิม การปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงาน อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้เปิดรับเป็นรอบและมีวงเงินจำกัด จึงควรตรวจสอบปีงบประมาณ กลุ่มผู้สมัคร สัดส่วนการสนับสนุน และสถานะการเปิดรับสมัครกับหน่วยงานเจ้าของโครงการก่อนนำไปวางแผนลงทุน

นอกจากมาตรการทางภาษีและโครงการสนับสนุนการลงทุนเฉพาะด้านแล้ว ภาครัฐยังมีกลไกสนับสนุนโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น กองทุน Thai Climate Initiative Fund หรือ ThaiCI ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีกรอบวงเงินสนับสนุน 150 ล้านบาทในช่วงปี พ.ศ. 2566–2570

การสนับสนุนของ ThaiCI เป็นการพิจารณาตามประเภทโครงการ คุณสมบัติของผู้ขอรับการสนับสนุน และหลักเกณฑ์ของกองทุน ไม่ใช่สิทธิที่ธุรกิจจะได้รับโดยอัตโนมัติ องค์กรที่สนใจจึงควรตรวจสอบกรอบโครงการและรอบการเปิดรับข้อเสนอกับกองทุนสิ่งแวดล้อมก่อนนำไปประกอบแผนการลงทุน

💡แนวทางการเตรียมความพร้อม

การดำเนินงานด้าน ESG ไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์หรือเงินสนับสนุนโดยอัตโนมัติ แต่ละมาตรการมีข้อกำหนดเกี่ยวกับประเภทกิจการ รายการลงทุน เทคโนโลยี ขนาดเงินลงทุน ระยะเวลายื่นคำขอ และหลักฐานประกอบแตกต่างกัน บางมาตรการยังกำหนดให้ยื่นคำขอก่อนเริ่มลงทุนหรือก่อนเกิดรายจ่าย หากบริษัทเริ่มดำเนินโครงการไปแล้ว จึงอาจไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้

บริษัทจึงควรให้ฝ่ายความยั่งยืนทำงานร่วมกับฝ่ายการเงิน ภาษี วิศวกรรม กฎหมาย และหน่วยธุรกิจตั้งแต่ช่วงวางแผนโครงการ เพื่อพิจารณาว่าโครงการมีโอกาสเข้าเกณฑ์มาตรการใด ต้องยื่นคำขอเมื่อใด และเมื่อรวมต้นทุนการปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว สิทธิประโยชน์หรือเงินสนับสนุนนั้นช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของโครงการได้มากน้อยเพียงใด


2. แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน

หลายองค์กรมีโครงการด้านความยั่งยืน แต่เผชิญข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เช่น การติดตั้งพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร การจัดการน้ำและของเสีย หรือการลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงและมักมีระยะเวลาคืนทุนหลายปี

ปัจจุบัน สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อสนับสนุนโครงการลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เช่น Green Loan สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน หรือ Sustainability-linked Loan (SLL)

Green Loan โดยทั่วไปเป็นสินเชื่อที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ SLL เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของผู้กู้ หากองค์กรบรรลุหรือไม่บรรลุตัวชี้วัดและเป้าหมายตามที่ตกลงกัน อัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขบางประการอาจเปลี่ยนแปลงตามสัญญา

สำหรับองค์กรที่มีความพร้อมในการระดมทุนผ่านเครื่องมือตราสารหนี้ ยังสามารถพิจารณาตราสารหนี้กลุ่มเพื่อความยั่งยืน เช่น Green Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond (SLB) โดย Green Bond และ Sustainability Bond เป็นตราสารที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินสำหรับโครงการที่เข้าเกณฑ์ ขณะที่ SLB เชื่อมโยงเงื่อนไขของตราสารกับการบรรลุตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ออกตราสาร โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องนำเงินไปใช้กับโครงการใดโครงการหนึ่ง

เครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง การเลือกใช้ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของโครงการ ขนาดเงินลงทุน ความพร้อมขององค์กร และความสามารถในการวัดและรายงานผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน

ตัวอย่างโครงการและธุรกิจที่อาจพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้ ได้แก่

  • ธุรกิจที่มีแผนลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนเครื่องจักร การจัดการน้ำและของเสีย ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรืออาคารเขียว อาจพิจารณา Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินให้สอดคล้องกับโครงการ
  • องค์กรที่ต้องการเชื่อมต้นทุนทางการเงินกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร อาจพิจารณา SLL โดยต้องมีตัวชี้วัดและเป้าหมายที่มีสาระสำคัญ วัดผลได้ และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ
  • บริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรที่มีความพร้อมในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ อาจพิจารณา Green Bond หรือ Sustainability Bond สำหรับโครงการที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน หรือพิจารณา SLB หากต้องการเชื่อมเงื่อนไขของตราสารกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
  • คู่ค้าและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ ที่ต้องลงทุนเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือปฏิบัติตามข้อกำหนดของลูกค้า อาจพิจารณาสินเชื่อที่เหมาะกับขนาดกิจการ หรือโครงการ Supply chain finance ที่ช่วยให้คู่ค้าเข้าถึงเงินทุนเพื่อการปรับตัว โดยเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ซื้อและสถาบันการเงิน
  • ธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงาน และธุรกิจบริการ ที่ต้องการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการน้ำ พลังงานหมุนเวียน หรือมาตรฐานอาคารเขียว อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะโครงการหรือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมจากสถาบันการเงิน


💡แนวทางการเตรียมความพร้อม

ก่อนขอสินเชื่อหรือระดมทุน ธุรกิจควรจัดทำข้อมูลที่แสดงให้เห็นทั้งความเป็นไปได้ทางการเงินและผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน เช่น เงินลงทุน กระแสเงินสด ผลประหยัด ระยะเวลาคืนทุน การลดการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวิธีติดตามผล นอกจากนี้ ต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หลักประกัน ภาระการรายงาน และเงื่อนไขกรณีไม่บรรลุเป้าหมายด้วย

สินเชื่อและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนจึงควรถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการจัดหาเงินทุน ไม่ใช่สิทธิประโยชน์หรือเงินให้เปล่า แม้บางผลิตภัณฑ์อาจช่วยให้องค์กรได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมกับลักษณะของโครงการมากขึ้นก็ตาม


3. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอีกส่วนสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การวิจัยและพัฒนามักต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลานาน และมีความไม่แน่นอนด้านผลลัพธ์เชิงเทคนิคและเชิงพาณิชย์

ภาครัฐจึงมีการสนับสนุนผ่านทุนวิจัยและทุนพัฒนานวัตกรรม เงินร่วมสมทบ โครงการร่วมวิจัย และบริการจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงพัฒนาและทดลองเทคโนโลยี

ตัวอย่างหน่วยงานที่มีบทบาท ได้แก่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.

การสนับสนุนอาจครอบคลุมโครงการที่สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ เช่น ด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ การจัดการของเสีย เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

นอกจากเงินทุนแล้ว บางโครงการยังให้บริการคำปรึกษา การประเมินความพร้อม หรือการเชื่อมโยงกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เช่น โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ตลอดจนเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งช่วยให้องค์กรเห็นช่องว่างและจัดลำดับการลงทุนได้ดีขึ้น

💡แนวทางการเตรียมความพร้อม

เงื่อนไขของทุนแต่ละแผนงานแตกต่างกัน ทั้งสัดส่วนเงินสนับสนุน เงินสมทบจากภาคเอกชน ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมเป้าหมาย และคุณสมบัติของผู้สมัคร จึงไม่ควรนำเพดานหรือสัดส่วนการสนับสนุนของโครงการหนึ่งไปอธิบายเป็นเกณฑ์กลางของทุกโครงการภายใต้หน่วยงานเดียวกัน

บริษัทที่สนใจขอรับทุนสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมควรเตรียมข้อมูลทั้งด้านเทคนิคและด้านธุรกิจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการและโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์จริง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • จัดทำข้อเสนอโครงการที่อธิบายความเป็นมาของโครงการ นวัตกรรมที่พัฒนา ความเป็นไปได้ทางเทคนิค ศักยภาพทางการตลาด และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • เตรียมหลักฐานแสดงความพร้อมของเทคโนโลยี เช่น ผลการทดลองหรือการพิสูจน์แนวคิด รวมถึงระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level: TRL) ตามที่หน่วยงานสนับสนุนกำหนด
  • วางแผนงบประมาณและเงินร่วมลงทุนของภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบเงินสด (In Cash) และการสนับสนุนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินสด (In Kind) เช่น บุคลากร เครื่องมือ หรือห้องปฏิบัติการ
  • สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงการและโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุน
  • ลงทะเบียนในระบบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) และดำเนินการตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานผู้ให้ทุน

4. การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน

การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือเงินลงทุนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยบุคลากร ระบบบริหารจัดการ และข้อมูลที่มีคุณภาพ หลายองค์กรจึงอาจเริ่มจากการพัฒนาความรู้ ประเมินความพร้อม และยกระดับระบบงานให้สอดคล้องกับโจทย์และระดับความพร้อมของตนเอง

การพัฒนาบุคลากรจึงควรครอบคลุมมากกว่าทีมความยั่งยืน และเชื่อมโยงไปยังคณะกรรมการ ผู้บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์ ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายการเงินและการลงทุน ฝ่ายปฏิบัติงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้รับผิดชอบข้อมูล เพื่อให้ ESG ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจขององค์กรได้จริง

ปัจจุบันมีทั้งทุนพัฒนาบุคลากร หลักสูตรอบรม ระบบ e-Learning และแพลตฟอร์มสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ในด้านระบบงานและข้อมูล องค์กรสามารถใช้เครื่องมือประเมินหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อช่วยจัดเก็บ คำนวณ และบริหารข้อมูล ตัวอย่างเช่น ระบบประเมินความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ระบบประเมินการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน และแพลตฟอร์มบริหารข้อมูลก๊าซเรือนกระจก

สำหรับการรับรองมาตรฐาน องค์กรอาจพิจารณาโครงการที่เหมาะกับลักษณะกิจการ เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green Industry ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโครงการ G-Green ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การรับรองเป็นตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ แสดงระดับการพัฒนาระบบ และตอบสนองข้อกำหนดของลูกค้าหรือคู่ค้า บางโครงการอาจมีสิทธิหรือแต้มต่อเพิ่มเติมตามระดับการรับรองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ใบรับรองหนึ่งรายการไม่ใช่หลักฐานว่าองค์กรมีผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนในทุกมิติ และประโยชน์ทางการเงินหรือโอกาสทางตลาดไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

💡แนวทางการเตรียมความพร้อม

องค์กรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอบรมหรือขอรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ควรเริ่มจากการประเมินระดับความพร้อมขององค์กรและกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ จากนั้นจึงเลือกมาตรฐานหรือหลักสูตรที่เหมาะสม พร้อมเตรียมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของแต่ละมาตรฐาน

สำหรับการพัฒนาบุคลากรในบริษัทจดทะเบียน หลายหน่วยงานมีหลักสูตรอบรมและทุนสนับสนุนค่าใช้จ่าย เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ดำเนินการโดย SET ESG Academy) กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ซึ่งบริษัทสามารถพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับบทบาทของบุคลากรและประเด็น ESG ที่องค์กรกำลังขับเคลื่อนอยู่


✏️เลือกใช้การสนับสนุนให้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ

ก่อนค้นหาสิทธิประโยชน์ โครงการสนับสนุน หรือแหล่งเงินทุนที่เกี่ยวข้อง บริษัทควรเริ่มจากการกำหนดโจทย์ของตนเองให้ชัดเจน เช่น

  • หากต้องการลดต้นทุนการลงทุนหรือภาระภาษี ควรสำรวจมาตรการของ BOI กรมสรรพากร หรือโครงการเงินร่วมสนับสนุนจากภาครัฐ
  • หากมีโครงการที่พร้อมลงทุนแต่ยังขาดเงินทุน ควรพิจารณาสินเชื่อสีเขียว หรือตราสารหนี้ที่เหมาะกับขนาดและความพร้อมขององค์กร
  • หากเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงทดลอง ควรพิจารณาทุนวิจัย เงินร่วมพัฒนา บริการผู้เชี่ยวชาญ หรือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
  • หากข้อจำกัดอยู่ที่บุคลากร ระบบข้อมูล หรือกระบวนการทำงาน ควรเริ่มจากหลักสูตรอบรม บริการคำปรึกษา เครื่องมือประเมิน และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
  • หากต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ควรเลือกมาตรฐานหรือการรับรองที่ลูกค้าและผู้ใช้ข้อมูลให้การยอมรับ

เมื่อระบุโจทย์ได้ชัด บริษัทจึงค่อยเปรียบเทียบทางเลือก โดยพิจารณาทั้งประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เงินลงทุนที่องค์กรต้องสมทบ ต้นทุนเงินทุน ภาระเอกสาร ระยะเวลา เงื่อนไขการติดตามผล และความเสี่ยงหากไม่สามารถดำเนินการตามข้อกำหนดได้


✏️จากสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนสู่แต้มต่อของธุรกิจ

สิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน และการสนับสนุนที่กล่าวมานี้ไม่ได้ทำให้การลงทุนด้าน ESG กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีต้นทุน และไม่ได้รับประกันว่าโครงการจะสร้างกำไร แต่สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดข้อจำกัดบางประการ ทำให้โครงการมีความเป็นไปได้มากขึ้น และช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต้มต่อที่แท้จริงจึงไม่ได้เกิดจากการได้รับสิทธิหรือเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการนำเครื่องมือเหล่านั้นมาเชื่อมกับกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง แผนลงทุน และเป้าหมายทางธุรกิจอย่างเหมาะสม

สำหรับบริษัทจดทะเบียน การสำรวจโครงการสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุน และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา Business Case ด้าน ESG ให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้บนข้อมูลที่รอบด้าน และเปลี่ยนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจากกิจกรรมเฉพาะส่วน ไปสู่การลงทุนที่สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและคุณค่าของธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวงเงิน อัตราดอกเบี้ย สัดส่วนเงินสนับสนุน คุณสมบัติผู้สมัคร และระยะเวลาเปิดรับคำขออาจมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทควรตรวจสอบประกาศและเงื่อนไขล่าสุดจากหน่วยงานเจ้าของมาตรการก่อนวางแผนลงทุนหรือยื่นขอรับการสนับสนุน


ภาคผนวก

ตารางรายละเอียดสิทธิประโยชน์และมาตรการทางการเงินที่กล่าวถึงในบทความข้างต้นโดยสังเขป
(ข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569)

ประเภทสิทธิประโยชน์และมาตรการทางการเงิน

หน่วยงาน

ขอบเขตสิทธิประโยชน์ 

เงื่อนไขสำคัญ / กรอบระยะเวลา

แหล่งที่มาของข้อมูล

1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน

มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพอุตสาหกรรม (Smart & Sustainable Industry)

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพ รวมถึง สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประเภทการลงทุนและเงื่อนไขที่ BOI กำหนด

เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน โดยต้องดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีนับจากวันออกบัตรส่งเสริม ทั้งนี้ รายละเอียดสิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการ

LINK

มาตรการภาษีส่งเสริมการขายคาร์บอนเครดิต (T-VER)

กรมสรรพากร

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ กำไรสุทธิจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ที่เข้าเกณฑ์

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ กำไรสุทธิจากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตในประเทศตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ที่เข้าเกณฑ์

LINK

โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)

สนับสนุนเงินลงทุนแบบ Co-pay สำหรับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สนับสนุนเงินลงทุนแบบ Co-pay สำหรับการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุ และอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

LINK 

2. แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่าน

2.1 Green Loan / Transition Finance

Green Loan หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) สถาบันการเงินที่มีผลิตภัณฑ์ด้าน Green/Transition Finance

สินเชื่อสำหรับลงทุนในโครงการที่ช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ใช้พลังงานสะอาด ลดมลพิษ หรือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจตามเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อ                   

วงเงิน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาชำระ และคุณสมบัติของผู้กู้แตกต่างกันตามสถาบันการเงินและลักษณะโครงการ

LINK

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์:
EXIM Green Goal

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

สนับสนุนเงินทุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการ ลงทุนหรือปรับปรุงกิจการไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

พิจารณาตามประเภทกิจการ โครงการ และเกณฑ์สินเชื่อของธนาคาร

 

2.2 Green Loans, Sustainability Loans หรือ Sustainability-linked Loan

Sustainability-linked Loan (SLL)

สถาบันการเงิน

สินเชื่อที่เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินกับ ผลการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Targets: SPTs) ของผู้กู้

ต้องกำหนดตัวชี้วัด เป้าหมาย และวิธีติดตามผลที่ชัดเจนตามเงื่อนไขของสินเชื่อ

LINK

2.3 Green Bond, Sustainability Bond หรือ Sustainability-linked Bond

Green Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond

ตลาดตราสารหนี้ / ผู้จัดจำหน่าย / ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการออกตราสารหนี้

เป็นทางเลือกในการระดมทุนสำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โครงการด้านสังคม หรือโครงการที่รวมทั้งสองด้าน ขณะที่ Sustainability-linked Bond เชื่อมโยงเงื่อนไขทางการเงินหรือโครงสร้างของตราสารกับการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

การออกตราสารต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การออกและเสนอขาย รวมถึงแนวทาง/มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และอาจมีค่าใช้จ่ายด้าน External Review และการรายงานผล

LINK

โครงการตราสารหนี้สีเขียวและการระดมทุนยั่งยืน (ESG Bonds)

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน(CMDF)

ทุนสนับสนุน ตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตามรายการทุนสนับสนุน แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อประเภทตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) และ/หรือ ตราสารศุกูกด้านความยั่งยืน (ESG Sukuk) และต่อรายผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)*

1. ผู้รับทุนต้องให้ความร่วมมือกับกองทุนฯ ในการตอบแบบสำรวจเพื่อทำการวิจัยถึงคุณค่าและเนื้อหาของตลาดตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานต่อไป ตลอดจนการให้ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) ตามที่กองทุนฯ ร้องขอ
2. ผู้รับทุนต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน (ESG Bond) ของผู้รับทุน ให้แก่กองทุนฯ ตามที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการ

LINK

3. การสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม

ทุนสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

ทุนให้เปล่า/ทุนอุดหนุนเพื่อสนับสนุนโครงการนวัตกรรม โดยครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจเป้าหมาย เช่น Bioeconomy, Manufacturing & Circular Economy และ Service & Sharing Economy

สัดส่วนเงินสนับสนุนและวงเงินขึ้นอยู่กับกลไกทุนและประกาศรับสมัครในแต่ละช่วง

LINK

ทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงประเด็นเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำตามกรอบทุนที่เปิดรับ

รูปแบบการร่วมทุน สัดส่วนเงินสนับสนุน และคุณสมบัติผู้ขอรับทุนเป็นไปตามกรอบทุนและประกาศรับข้อเสนอในแต่ละรอบ

LINK

โครงการอบรมและบ่มเพาะแผนปฏิบัติการสีเขียว (Green Action Plan)

ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และธนาคารออมสิน

ทุนสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจสำหรับ 10 องค์กรต้นแบบที่ผ่านการคัดเลือก มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท

สำหรับกลุ่มธุรกิจ SMEs และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startups) ที่ต้องการเครื่องมือปรับแผนการผลิตลดการปล่อยคาร์บอนและประหยัดพลังงานระยะสั้น (Quick Wins)

LINK

ทุนสนับสนุนข้อเสนองานวิจัยและนวัตกรรมประจำปี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตามแผนงานการวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ประเมินของ วช. สำหรับแผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสีเขียว

ต้องเป็นโครงการกับมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ หรือนักวิจัยที่มีคุณสมบัติตามที่ วช. กำหนด

LINK

มาตรการการบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

นิติบุคคลที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรืออยู่ระหว่างการขอรับการส่งเสริม สามารถบริจาคเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ของ BOI

ปัจจุบันมาตรการระบุสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 2 เท่าของเงินบริจาค โดยมีเงื่อนไขและกรอบระยะเวลาสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ BOI

LINK

4. การพัฒนาบุคลากร ระบบงาน และการรับรองมาตรฐาน

อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)

กรมโรงงานอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม

การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวแบ่งเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ Green Commitment ถึง Green Network เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง

ผู้ได้รับการรับรองสามารถใช้ตราสัญลักษณ์อุตสาหกรรมสีเขียว และอาจได้รับสิทธิประโยชน์หรือโอกาสทางธุรกิจจากหน่วยงานและพันธมิตรตามระดับการรับรองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการหรือสถานประกอบการที่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมชัดเจน

หมายเหตุ: สามารถขอรับคำปรึกษาและการสนับสนุนจากกรมฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะต้องติดตามประกาศรับสมัครในแต่ละปี ซึ่งมักเริ่มในช่วงไตรมาส 2 ประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน

LINK

มาตรฐาน G-Green

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

การรับรองมาตรฐาน G-Green สำหรับสถานประกอบการและธุรกิจที่ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Green Production, Green Hotel, Green Office และ Green Restaurant

ช่วยยกระดับระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการสื่อสาร/สร้างการรับรู้ด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร

เหมาะสำหรับธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงสถานประกอบการ หน่วยงาน และธุรกิจบริการที่มีการจัดการทรัพยากร พลังงาน ของเสีย และกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและ Net Zero

LINK

การประเมินและยกระดับสู่ Industry 4.0

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
และภาคีเครือข่าย

ได้รับการประเมินระดับความพร้อมอุตสาหกรรมขององค์กรตนเอง ด้วยดัชนีวัดอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับประเทศไทย ในการก้าวสู่ยุค Industry 4.0 พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงองค์กร

ได้รับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนแบบครบวงจรเพื่อลงทุนสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 เช่น

  *การขอสิทธิประโยชน์ BOI มาตรการ Industry 4.0 ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนเป็นเวลา 3 ปี (เงื่อนไขตามข้อกำหนดของ BOI)
  *สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ จากธนาคารพันธมิตร และการค้ำประกันเงื่อนไขพิเศษจาก บสย.
  *และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โรงงานและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคแรงงาน
หมายเหตุ: กรณีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าไปใช้ระบบเองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

LINK
LINK

โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร (Circular Economy)

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
กระทรวงอุตสาหกรรม

ได้รับการตรวจประเมินรับรองประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้ระบบการประเมินประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร (Circular Economy Performance Assessment System: CEPAS)

ได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำในการพัฒนาการประยุกต์ Circular Economy กับสถานประกอบการ

หมายเหตุ: กรณีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าไปใช้ระบบ CEPAS ได้ด้วยตนเอง

ผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงโรงงานผลิตทุกขนาด หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากร/การจัดการของเสีย

 

LINK

 

โครงการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือ Social Impact Footprint (SIF)

สถาบันไทยพัฒน์

ได้รับการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือ SIF (Social Impact Footprint) จากโครงการพัฒนาสังคมขององค์กร

ได้รับใบ Certificate รับรองผลด้านมูลค่าทางการเงินของโครงการด้านสังคม

สถานประกอบการและธุรกิจที่มีการดำเนินการด้านสังคม

LINK


หมายเหตุ:
ข้อมูลสิทธิประโยชน์ เงื่อนไข วงเงิน และระยะเวลาของมาตรการต่าง ๆ อาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขล่าสุดก่อนใช้สิทธิ