Topic
ESG Solutions Day: เมื่อความยั่งยืนถูกออกแบบให้เป็น Solution ที่ใช้ได้จริง

โดย กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ESG Solutions Day: เมื่อความยั่งยืนถูกออกแบบให้เป็น Solution ที่ใช้ได้จริง
เมื่อพูดถึงการพัฒนา ESG Solutions เราอาจนึกถึงเทคโนโลยีใหม่ วัสดุทางเลือก เครื่องจักรประหยัดพลังงาน หรือพลังงานหมุนเวียน แต่จากการนำ Solution เหล่านี้ไปใช้จริง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเทคโนโลยี คือ การออกแบบ ESG Solution ที่ครอบคลุมตลอดทั้ง Value Chain และการมองให้เห็นระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้รีไซเคิลได้ ยังต้องมีระบบเก็บกลับ ผู้รวบรวม โรงงานรีไซเคิล และตลาดที่นำวัสดุกลับไปใช้ต่อ ขณะที่เครื่องจักรหรืออาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องอาศัยการออกแบบกระบวนทางวิศวกรรม วัสดุ ระบบควบคุม และการใช้งานที่ทำงานร่วมกัน
ที่สำคัญ ESG Solution ที่สามารถนำไปใช้และขยายผลได้ ยังต้องตอบคำถามทางธุรกิจได้ด้วยว่า ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างไร ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิก SET ESG Experts Pool ได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จากกิจกรรม ESG Solutions Day เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ Tetra Pak Customer Innovation Centre Bangkok และ Coral Life แม้ทั้งสององค์กรจะทำงานในบริบทที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ การนำโจทย์ด้านความยั่งยืนกลับไปคิดตั้งแต่การออกแบบ มองความเชื่อมโยงของทั้งระบบ และทำให้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะเดินไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ
🔶Tetra Pak มองความยั่งยืนจากบรรจุภัณฑ์อาหารตลอด Value Chain
Tetra Pak ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์อาหารและ Food Production Solutions โดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนากระบวนการผลิตและการรักษาคุณภาพอาหาร ภายใต้แนวคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลัง “Protect What’s Good” ซึ่งเชื่อมโยงอาหาร ผู้คน และโลกเข้าด้วยกัน
การดำเนินงานด้านความยั่งยืนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวบรรจุภัณฑ์ แต่ครอบคลุมตลอด Value Chain ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต เครื่องจักร การใช้งานบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการเก็บกลับและการรีไซเคิล โดยประเด็นที่ให้ความสำคัญในบริบทประเทศไทยมีตั้งแต่เรื่อง Climate Change, Waste Management ไปจนถึง Pollution และ Material Circularity

🥤เริ่มที่การออกแบบ: Circularity ต้องคิดตั้งแต่ตัวบรรจุภัณฑ์
กล่องเครื่องดื่มของ Tetra Pak ในประเทศไทยมีองค์ประกอบของกระดาษประมาณ 70% และมีวัสดุอื่นประกอบ เช่น Polymer และ Aluminium เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ในการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์
เมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เยื่อกระดาษสามารถถูกแยกเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ ขณะที่ส่วนของ Polymer และ Aluminium หรือ PolyAl สามารถนำไปพัฒนาเป็นวัสดุหรือผลิตภัณฑ์อื่นต่อได้ โดยมีการยกตัวอย่างการนำวัสดุจากกล่องใช้แล้วไปใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภท Fiber Cement ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างทางเลือก
ขณะเดียวกัน Tetra Pak ยังพัฒนาโครงสร้างบรรจุภัณฑ์เพื่อลดความซับซ้อนของวัสดุ รวมถึงการลดหรือทดแทน Aluminium ในบรรจุภัณฑ์บางรูปแบบ โดยยังคงรักษาคุณสมบัติสำคัญในการปกป้องอาหาร รวมถึงการพัฒนาวัสดุ Plant-Based และการใช้มาตรฐานหรือระบบรับรองที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
สิ่งที่เห็นจากตัวอย่างเหล่านี้คือ แนวคิดเรื่อง Circularity ไม่ได้เริ่มต้นที่ปลายทางของการรีไซเคิล แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุด้วยวิธี Sustainable Sourcing และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน การออกแบบให้รีไซเคิลได้เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการนำวัสดุกลับเข้าสู่ระบบจริงยังต้องอาศัยผู้เล่นหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ ผู้บริโภค ผู้รวบรวมขยะ โรงงานรีไซเคิล ไปจนถึงตลาดที่นำวัสดุเหล่านั้นกลับไปใช้ต่อ
ภายใต้แนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการอาจพิจารณาทั้งการจัดเก็บเองหรือการเข้าร่วมเครือข่ายระบบจัดเก็บร่วม โดยระบบการจัดเก็บร่วมที่มีการพูดถึงคือ PRO หรือ Producer Responsibility Organization ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบเก็บกลับและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ ภาครัฐ ผู้รวบรวมขยะ และโรงงานรีไซเคิลเข้าด้วยกัน
ขณะที่โจทย์สำคัญของระบบการจัดเก็บคือ การขนส่ง (Logistics) เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ การรวบรวมและขนส่งกลับเข้าสู่ระบบจึงเป็นต้นทุนสำคัญของกระบวนการ นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาระบบดังกล่าว ธุรกิจยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการข้อมูล การติดตาม การ Verification เพื่อตรวจสอบว่าปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่แบรนด์หรือผู้ผลิตแจ้งว่าส่งเข้าสู่ตลาดและปริมาณที่เก็บกลับมาเข้าระบบรีไซเคิลว่าเป็นตัวเลขที่ถูกต้องจริง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพิ่มเติมด้านการเก็บและรีไซเคิลจะเห็นได้ว่า Circularity ไม่ได้จบลงแค่ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้นแต่ต้องมีทั้ง ระบบเก็บกลับ ระบบรีไซเคิล และตลาดปลายทางของวัสดุเพื่อให้เกิดกลไกที่มีประสิทธิภาพและทำงานร่วมกันได้จริง

🥤กฎเกณฑ์กำลังผลักให้ Circularity ขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบ
หนึ่งในโจทย์ที่ภาคธุรกิจต้องติดตามคือการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกฎสำคัญของสหภาพยุโรปคือ EU Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ซึ่งเริ่มมีผลใช้บังคับในภาพรวมตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 และมีข้อกำหนดที่จะทยอยมีผลในระยะต่อไป
ประเด็นสำคัญของ PPWR ที่มีการพูดถึงในการศึกษาดูงาน ได้แก่
- Reduction ลดปริมาณและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น
- Recyclability ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้
- Reuse ส่งเสริมระบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำในประเภทที่กฎหมายกำหนด
- Recycled content กำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภท
PPWR กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ และทยอยเพิ่มข้อกำหนดด้าน Design for Recycling และ Recycled at scale ในระยะถัดไปตามลำดับด้วย
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดการบรรจุภัณฑ์กำลังยกระดับจากการจัดการขยะปลายทาง ไปสู่การคิดตลอดวงจร ตั้งแต่การลดการใช้วัสดุ การออกแบบ การเก็บกลับ ไปจนถึงการทำให้วัสดุสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้จริง
ในบริบทประเทศไทย ทิศทางการจัดการบรรจุภัณฑ์กำลังเชื่อมโยงกับการพัฒนากรอบกฎหมายด้าน Circular Economy ที่กว้างขึ้น ทั้ง ร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งวางกลไกการเก็บรวบรวมและนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในระบบ และ ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งครอบคลุมในภาพที่กว้างขึ้นเพื่อวางกรอบให้ทรัพยากรและวัสดุสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ การกำหนดนิยามและสถานะของวัสดุให้ชัดเจน เช่น การแยกประเภทวัสดุใช้แล้วกับขยะมูลฝอยหรือกากอุตสาหกรรมและภายใต้เงื่อนไขใดวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถกลับมาเป็นทรัพยากรหรือวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอีกครั้ง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนา Secondary Material Market เพราะการหมุนเวียนวัสดุไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกติกาที่เอื้อให้วัสดุกลับเข้าสู่ระบบได้ด้วย

🥤จาก Circularity สู่ Resource Efficiency ในกระบวนการผลิต
อีกมิติหนึ่งที่เห็นจาก Tetra Pak คือการนำการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในการออกแบบ Food Production Equipment ตัวอย่างเช่น การพัฒนา Homogenizer ที่ช่วยลดการใช้พลังงานประมาณ 30% และลดการใช้ Cooling Water ประมาณ 80% ซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าหนึ่งล้านบาท, Aseptic Heat Exchanger ที่ช่วยลดการใช้พลังงานประมาณ 40%, Separator ที่ลดการใช้น้ำประมาณ 20% และลดการใช้พลังงานประมาณ 40% รวมถึง Filtration Solution ที่สามารถช่วย Recover ผลิตภัณฑ์บางส่วนกลับเข้าสู่กระบวนการ ลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์และขยะอาหาร ไปจนถึงลดการใช้พลังงานในบางส่วนของกระบวนการ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การพิจารณาลงทุนในเครื่องจักรทั้ง Tetra Pak และคู่ค้าไม่ได้มองเฉพาะราคาซื้อ แต่ใช้แนวคิด Total Cost of Ownership โดยพิจารณาต้นทุนจากพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการดำเนินงานตลอดอายุการใช้งานร่วมกัน ซึ่ง Solution บางประเภทถูกออกแบบโดยมองระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2–3 ปี
แนวทางของ Customer Innovation Centre (CIC) จึงเน้นการเริ่มจากการทำความเข้าใจ Journey และกำหนดเป้าหมายร่วมกับลูกค้า ก่อนจะพิจารณาว่าองค์ความรู้ เทคโนโลยี กระบวนการ หรือเครื่องจักรแบบใดจะสามารถตอบโจทย์นั้นได้
🔶Coral Life การประหยัดพลังงานและการสร้างสุขภาวะที่ดีเริ่มจากการออกแบบ

เช่นเดียวกับกรณีของ Tetra Pak การศึกษาดูงานที่ Coral Life ทำให้เห็นว่า ความยั่งยืนสามารถถูกผนวกเข้าไปตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไปจนถึงการใช้งานและบริหารจัดการอาคาร โดยไม่ได้มองเพียงการลดการใช้พลังงาน แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในและสุขภาวะของผู้ใช้อาคารด้วย
แนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนคือ “Indoor Revolution” ซึ่งตั้งต้นจากมุมมองว่า วิธีการประหยัดพลังงานที่ดีที่สุดคือการออกแบบให้ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารใหม่หรือการปรับปรุงอาคารเดิม
การออกแบบกรอบอาคาร (Building Envelope) จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยมองพื้นที่ที่สัมผัสกับภายนอกครบทั้ง 6 ด้าน เช่น หลังคา ผนัง กระจก และพื้น เพื่อช่วยป้องกันความร้อนและปัจจัยภายนอกไม่ให้เข้ามาสร้างภาระให้ระบบภายในอาคาร
แนวคิดนี้ถูกเปรียบเทียบกับ “ตู้เย็น” หากตัวตู้สามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกได้ดี ระบบทำความเย็นก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก การออกแบบอาคารจึงต้องอาศัยความรู้หลายศาสตร์ร่วมกัน ตั้งแต่สถาปัตยกรรมศาสตร์ วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไปจนถึงการออกแบบและดูแลระบบอาคารให้ทำงานสอดคล้องกัน
จากกรณีตัวอย่างของตึกอาคาร Coral Life ที่ไปเยี่ยมชม อาคารมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร และพื้นที่ปรับอากาศประมาณ 3,000 ตารางเมตร โดยมีการเปรียบเทียบว่าค่าไฟฟ้าในกรณีทั่วไปอาจอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ขณะที่อาคารตัวอย่างมีค่าไฟประมาณ 100,000 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่าง Energy Use Intensity (EUI) เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร โดยข้อมูลที่นำเสนอในการศึกษาดูงานระบุค่า EUI ของอาคารสำนักงานในไทยอยู่ที่ประมาณ 300 kWh/ตร.ม. ของที่สิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 225 kWh/ตร.ม. ขณะที่อาคารของ Coral Life อยู่ที่ประมาณ 68 kWh/ตร.ม. เท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวช่วยให้เห็นว่า การลดความต้องการใช้พลังงานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ สามารถส่งผลต่อทั้งการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
🏢อาคารที่ดีไม่ได้มองเพียงพลังงานที่ประหยัดได้ แต่ต้องมองคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ข้างใน
แนวคิด Indoor Revolution ยังเชื่อมโยงเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารเข้ากับ Indoor Environmental Quality และ Wellness ของผู้ใช้อาคาร
Coral Life นำเสนอแนวคิด Reduce – Refill – Wellness โดยมองว่า การออกแบบอาคารที่ดีไม่ควรมีเป้าหมายเพียงลดการใช้ทรัพยากร แต่ควรสร้างสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสมต่อผู้ใช้งานด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับ Zehnder ในเรื่องคุณภาพอากาศภายในอาคาร รวมถึงจัดการระบบการระบายอากาศและการควบคุมความชื้นซึ่งมีผลทั้งต่อความสบาย คุณภาพอากาศ และประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศ
ดังนั้น การลดการใช้พลังงานจึงไม่ได้หมายความว่าต้องลดคุณภาพการใช้งานของอาคาร แต่เป็นการออกแบบระบบให้สามารถรักษาสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสม โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
🏢เส้นทางสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในการจัดการอาคาร
หลักคิดเดียวกันยังสะท้อนผ่านแนวทางการพัฒนาอาคารไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถเริ่มจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ (Major Renovation) การปรับปรุงในส่วนย่อย (Minor Renovation) ไปจนถึงการใช้ Digitalisation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารระบบ ก่อนพิจารณาเพิ่มพลังงานหมุนเวียนโดยการติดตั้ง Solar PV
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หลายองค์กรมักเริ่มจากขั้นตอนสุดท้าย คือการติดตั้ง Solar ก่อน ทั้งที่อาคารเดิมอาจยังมีโอกาสลดความต้องการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้อีก
ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า การลดก๊าซเรือนกระจกจากการใช้อาคารไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเท่านั้น แต่ควรเริ่มจากการเพิ่มประสิทธิภาพหรือลดความต้องการใช้พลังงานของอาคารด้วย ขณะเดียวกัน การพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนด้านอาคารก็ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะระยะเวลาคืนทุนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้ง ขนาดอาคาร ประเภทการใช้งาน และความถี่หรือจำนวนชั่วโมงในการใช้งาน
สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีของ Coral Life คือ การลดการใช้พลังงานไม่ได้ถูกแยกออกจากเรื่องคุณภาพพื้นที่และสุขภาวะของคนในอาคาร แต่ถูกออกแบบไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น และในหลาย ๆ ครั้ง การออกแบบทั้งสองด้านให้เดินไปด้วยกันตั้งแต่ต้น อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Solution ถูกมองเห็นคุณค่าและสามารถใช้งานได้จริงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ถอดบทเรียน 2 องค์กรจาก ESG Solutions Day
จากสองกรณีศึกษาที่แตกต่างกัน สามารถเห็นบทเรียนร่วมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง
- การออกแบบเป็นกุญแจสำคัญ: ไม่ว่าจะเป็นกล่องเครื่องดื่ม เครื่องจักร หรืออาคาร โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืน โดยสามารถลดลงได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ไม่ต้องรอแก้ที่ปลายทาง
- การออกแบบ Solution ต้องมองเป็นระบบ: บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ต้องมีระบบเก็บกลับ ผู้รวบรวม โรงงาน
รีไซเคิล และตลาดวัสดุรองรับ เช่นเดียวกับอาคารประหยัดพลังงานที่ต้องอาศัยทั้งกรอบอาคาร วัสดุ อุปกรณ์ และระบบควบคุมที่ทำงานร่วมกัน - ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะสามารถบรรลุได้ควบคู่กับ Business Value: ตัวอย่างการลดการใช้พลังงาน การลดการใช้น้ำ การลดขยะอาหาร และการลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุเครื่องจักร รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของอาคาร ทำให้เห็นว่า ESG solution สามารถถูกพิจารณาผ่านทั้งผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ทางธุรกิจของการลงทุนได้พร้อมกัน
การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงพาสมาชิก SET ESG Experts Pool ไปดูเทคโนโลยีด้าน ESG แต่ทำให้เห็นว่า Solution ที่นำไปใช้จริงเกิดจากการนำความรู้ การออกแบบ เทคโนโลยี ความเข้าใจในกฎกติกา และผู้เล่นหลายฝ่ายมาพิจารณาร่วมกัน ที่สำคัญทำให้เกิดคำถามที่ตัวแทนองค์กรสามารถนำกลับไปคิดต่อได้ว่าก่อนจะตัดสินใจลงทุนใน ESG Solution อะไร องค์กรเข้าใจโจทย์ของระบบที่ต้องการแก้ชัดเจนแล้วหรือยัง


