Topic

CG Today: เกราะคุ้มกันคณะกรรมการ: “Duty of Oversight” ภายใต้กฎหมายไทยและ CG Code


เกราะคุ้มกันคณะกรรมการ: “
Duty of Oversight” ภายใต้กฎหมายไทยและ CG Code

ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความท้าทายเชิงโครงสร้าง และกฎระเบียบที่เข้มงวด บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทมหาชนได้ก้าวข้ามกรอบแนวคิดแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรระยะสั้น สู่การให้ความสำคัญสูงสุดกับ “หน้าที่ในการกำกับดูแล” (Duty of Oversight) ซึ่งถือเป็นแก่นกลางตามบรรทัดฐานระดับสากล

แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดผ่านบทความวิเคราะห์เชิงลึกจาก Harvard Law School Forum on Corporate Governance ภายใต้หลักกฎหมายที่รู้จักกันในนาม Caremark Doctrine (สะท้อนผ่านบทความ Caremark's Fractured State บนเว็บไซต์ Harvard Corpgov) ซึ่งได้พลิกโฉมบรรทัดฐานการตรวจสอบความรับผิดชอบของคณะกรรมการอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ชัดว่ากรรมการจะปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยข้ออ้างเดิม ๆ อย่างการ “ปล่อยให้ฝ่ายบริหารจัดการเบ็ดเสร็จโดยตนไม่มีส่วนรู้เห็น” อีกต่อไปไม่ได้

เนื่องจากกฎหมายคาดหวังให้คณะกรรมการต้องทำหน้าที่ในเชิงรุก (Proactive Role) ด้วยการจัดให้มีระบบติดตามข้อมูลความเสี่ยงระดับวิกฤต (Mission-Critical Risks) พร้อมทั้งต้องตอบสนองอย่างทันท่วงทีต่อทุก “สัญญาณเตือนภัย” (Red Flags) ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ การกระทำผิดกฎหมาย หรือรอยรั่วในระบบควบคุมภายใน หากคณะกรรมการยังคงเพิกเฉยหรือละเลยต่อสัญญาณเหล่านี้จนนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงต่อองค์กร คณะกรรมการก็ย่อมต้องเผชิญกับความรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีกฎหมายสากล (โดยเฉพาะตามแนวคำวินิจฉัยของศาลเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา) เดิมที Duty of Oversight เคยถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Duty of Care (หน้าที่ความระมัดระวัง) แต่ต่อมาศาลได้ยกระดับความเข้มข้นโดยดึงเข้ามาผูกไว้ภายใต้ร่มของ Duty of Loyalty (หน้าที่ความซื่อสัตย์สุจริต) ในกรณีที่คณะกรรมการจงใจละเลยหรือเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยอย่างร้ายแรง (Bad Faith) ทั้งนี้ เพื่อปิดช่องไม่ให้กรรมการใช้ข้ออ้างทางกฎหมายมาหลบเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย


ฐานทางกฎหมายไทยและคำพิพากษาศาลฎีกา: ความเพิกเฉยมี “ความรับผิดทางแพ่ง”

ความเข้มงวดในระดับสากลนี้มีความสอดคล้องกับระบบกฎหมายไทย ผ่านบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1168 (รากฐานหน้าที่ความระมัดระวังและการสอดส่อง): บัญญัติไว้ว่ากรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่าง *บุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง ซึ่งคำว่า “สอดส่อง” นี้คือรากฐานทางกฎหมายไทยที่เทียบเท่ากับหลัก Duty of Oversight กรรมการจึงมีหน้าที่ต้องติดตามตรวจสอบกิจการ จะนิ่งเฉยหรือปล่อยปละละเลยไม่ได้

*คำว่า “บุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง” หมายถึง เปรียบเสมือนเจ้าของกิจการที่เอาเงินตัวเองมาลงทุน

ป.พ.พ. มาตรา 1169 และบรรทัดฐานศาลฎีกา (กลไกการฟ้องร้องเยียวยา): บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกสินไหมก็ได้ หรือหากบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นมีสิทธิฟ้องคดีแทนได้ ซึ่งได้รับการตอกย้ำอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1426/2542: วางบรรทัดฐานว่า เมื่อคณะกรรมการหรือกรรมการท่านใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดระบบควบคุมภายในที่รัดกุม จนทรัพย์สินบริษัทเสียหาย แต่คณะกรรมการชุดปัจจุบันกลับนิ่งเฉยไม่ยอมฟ้องร้องดำเนินคดี ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมายที่จะลุกขึ้นมาฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ละเลยนั้นได้ด้วยตนเองเพื่อปกป้องประโยชน์ขององค์กร

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2565 และ 9191/2560: ตอกย้ำหลักการฟ้องคดีแทนบริษัท (Derivative Suit) ว่าการที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องร้องตามมาตรา 1169 มิใช่การฟ้องเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นการ “ฟ้องคดีแทนบริษัท” ดังนั้น ผลแพ้ชนะหรือเงินค่าเสียหายจะต้องตกเป็นของบริษัท และหากบอร์ดเพิกเฉย ผู้ถือหุ้นก็ยังมีสิทธิเข้ามาดำเนินการบังคับคดีต่อแทนได้

เรื่องราวจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ความเพิกเฉยหรือความล้มเหลวในการสอดส่องดูแลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 และการปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีตามมาตรา 1169 นั้น มีผลผูกพันทางกฎหมายแพ่งที่ศาลไทยพร้อมบังคับใช้จริง


การแปลงหลักการสู่การปฏิบัติจริงผ่าน
CG Code

ความเชื่อมโยงทั้งหมดนี้ยังสอดรับเป็นเนื้อเดียวกันกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน (CG Code) ของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งในทางปฏิบัติได้สะท้อนหลักเกณฑ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการ (Duty of Oversight) มาขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. หลักปฏิบัติที่ 1.4: กำหนดให้คณะกรรมการต้องเข้าใจบทบาทและติดตามดูแล (Monitor) ให้ฝ่ายจัดการดำเนินงานตามนโยบายอย่างมีความรับผิดชอบ
  2. หลักปฏิบัติที่ 6.1 และ 6.2: บังคับให้คณะกรรมการต้องดูแลให้มีระบบบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management - ERM) และระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิผลผ่านคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อป้องกันความเสียหายระดับวิกฤต
  3. หลักปฏิบัติที่ 6.4 ถึง 6.5: กำหนดให้ต้องมีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน (Whistleblower System) และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ปลอดภัย เพื่อให้เมื่อเกิดสัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ข้อมูลนั้นจะสามารถส่งตรงถึงคณะกรรมการได้ทันท่วงที ควบคู่ไปกับการจัดทำรายงานการประชุมและบันทึกหลักฐานการทำงานที่โปร่งใส โดยเลขานุการบริษัท (Corporate Secretary Documentation) เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์พิสูจน์ต่อ ก.ล.ต. ผู้ถือหุ้น หรือศาล ว่าคณะกรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างถึงที่สุดแล้ว

 

เกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับคณะกรรมการบริษัทมหาชนในยุคนี้ไม่ใช่ความไว้วางใจที่มีต่อฝ่ายบริหาร แต่คือการมีระบบควบคุมภายในที่ตรวจสอบได้ การทำหน้าที่เชิงรุกเมื่อพบความเสี่ยง และการมีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่ที่โปร่งใสตามมาตรฐานสากลและกฎหมายไทยอย่างแท้จริง

 

 

 


 

เขียนโดย
เวธนี สุขกุล
จัดทำโดย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

 

 


ข้อมูลอ้างอิง

https://corpgov.law.harvard.edu/2025/02/13/caremarks-fractured-state/

https://deka.in.th/deka/2542-1426

https://deka.in.th/deka/2565-1376

https://deka.in.th/deka/2560-9191

https://www.sec.or.th/cgthailand/TH/pages/cgcode/cgcodeindex.aspx