Topic

The Inequality Valuation: เมื่อประเด็นความเหลื่อมล้ำกลายเป็น "ต้นทุนทางการเงิน"

 

โดยฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้ (Highlights)

  • ประเด็นด้านสังคม-ความเหลื่อมล้ำกลายเป็นความเสี่ยงต่อมูลค่ากิจการ: เจาะกลไกที่ทำให้ประเด็นด้านสังคม-ความเหลื่อมล้ำ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) และการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) 

  • แรงกดดันจากความเสี่ยงเชิงระบบ: วิเคราะห์ผลกระทบเมื่อความเปราะบางทางสังคมฉุดรั้ง Aggregate Demand และ Market Growth

  • ข้อมูลและกฎหมายคือต้นทุนใหม่: บทบาทของข้อมูลความยั่งยืนในมิติสังคม-ความเหลื่อมล้ำ และกฎ-เกณฑ์-ระเบียบ-ข้อบังคับทั่วโลก ที่บีบคั้นและกีดกันธุรกิจที่ไม่พร้อม/ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดออกจากตลาด

  • แปลงความเสี่ยงเป็นโอกาส: แนวทางการสร้าง Inclusive Growth เพื่อขยายฐานลูกค้า ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพิ่ม Trust & Confidence จากลูกค้า คู่ค้า ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ 


ในอดีต ผู้ลงทุนมักจัดประเด็นทางสังคม (Social Issues) เช่น ประเด็นความเหลื่อมล้ำ ไว้ในกลุ่มความเสี่ยงนอกงบการเงิน (Non-financial risk:NFR) หรือเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมที่แยกขาดจากการดำเนินการของธุรกิจหลัก โดยมักให้ความสำคัญน้อยกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเครื่องมือประเมินมูลค่าชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูล แนวโน้มและผลการศึกษาที่ประเมินผลกระทบทางการเงินจากประเด็นด้านสังคมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าประเด็นสังคมส่งผลกระทบต่อ "มูลค่ากิจการ" (Valuation) และ "ต้นทุนทางการเงิน" อย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยจาก NYU Stern Center for Sustainable Business (2020) ระบุชัดเจนว่า บริษัทที่บริหารจัดการประเด็นสังคมและความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Performance) และความสามารถในการทำกำไร การเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มรับรู้ต้นทุนที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของความไม่ยั่งยืนในมิติสังคม บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง (ความเสี่ยง ข้อมูล และกฏหมาย) ที่เปลี่ยนสถานะของประเด็นด้านสังคมและเหลื่อมล้ำให้กลายเป็นสาระสำคัญทางการเงินที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญมากขึ้น


ความเสี่ยงเชิงระบบ: มุมมองของ Universal Owners ต่อประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ

ความเสี่ยงในมุมมองการลงทุนแบบดั้งเดิมมักจำกัดอยู่เพียงรายบริษัทที่เข้าไปลงทุน ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ด้วยการกระจายการลงทุน (Diversification)  แต่สำหรับผู้ลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ที่มีสถานะเป็น Universal Owners ถือครองสินทรัพย์หลากหลายและกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำนักงานประกันสังคม หรือ Sovereign Wealth Funds มุมมองการกระจายความเสี่ยงด้วยแนวทาง Diversification อาจใช้ไม่ได้ผลเสมอไป

ข้อมูลจาก UN PRI (2024) ชี้ให้เห็นว่าผู้ลงทุนกลุ่มนี้มองประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำเป็น "ความเสี่ยงเชิงระบบ" (Systemic Risk) ที่ลดทอนมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอโดยรวมผ่าน 3 กลไกสำคัญ:

  • การหดตัวอุปสงค์รวม (Aggregate Demand): รายงานจาก IMF (2015) ยืนยันว่า เมื่อประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำกดดันให้ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง อำนาจซื้อรวมของระบบเศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ชะลอตัวลง ซึ่งกระทบต่อ Revenue Growth ของบริษัทจดทะเบียนทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอชะลอตัวลงตามไปด้วย
  • ความไม่สงบทางสังคมและการเมือง (Political & Social Instability): ประเด็นความไม่เท่าเทียมสร้างความผันผวนของตลาด (Market Volatility) บีบให้ผู้ลงทุนต้องเรียกเก็บ Risk Premium เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยความไม่แน่นอน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจสูงขึ้นไม่ว่าจะผ่านทางต้นทุนเงินทุนหรือราคาที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ
  • การถดถอยของทุนมนุษย์ (Human Capital Erosion): การศึกษาของ World Bank โดย Kray (2019) ระบุว่าการเข้าถึงโอกาสที่จำกัดทำให้คุณภาพแรงงานทักษะสูง (High-skilled Labor) ในระบบลดลง ซึ่งกระทบต่อ Productivity โดยรวมและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ


ดังนั้น การที่บริษัทบางแห่งสร้างกำไรระยะสั้นด้วยการกดค่าแรง จึงเป็นการกระทำที่อาจมองว่าได้ไม่คุ้มเสียในสายตา Universal Owners เพราะเป็นการทำลายมูลค่ารวมของพอร์ตโฟลิโอในระยะยาว



TISFD: การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความเหลื่อมล้ำ-ด้านสังคม กับผลกระทบทางการเงิน

เมื่อมองประเด็นความเหลื่อมล้ำผ่านความเสี่ยงไปแล้ว มุมมองถัดมาคือ “ข้อมูล” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการวิเคราะห์ประเด็นสังคมที่ผ่านมา ด้วยความกระจัดกระจายของข้อมูล (Data Fragmentation) ความสามารถในตีความ-ประเมินผลกระทบ และการขาดมาตรฐานเปรียบเทียบผลกระทบทางการเงิน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับสังคมและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันถูกยกระดับให้กลายเป็นกรอบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเหลื่อมล้ำและประเด็นมิติสังคมอื่น ๆ (Taskforce on Inequality and Social-related Financial Disclosures: TISFD) เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว

อ้างอิงจากกรอบแนวคิดสากล มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาให้มีบทบาทเช่นเดียวกับ TCFD ในฝั่ง Climate แต่เน้นการบริหารจัดการประเด็นสังคม ซึ่งประยุกต์ใช้โครงสร้าง 4 Pillars (Governance, Strategy, Risk Management, Metrics & Targets) โดยมีหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแนวคิด Double Materiality ดังนี้:

  • Financial Materiality (Outside-In): การประเมินว่าประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำภายนอกกระทบงบการเงินบริษัทอย่างไร? เช่น ผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ หรือการประท้วงหยุดงาน
  • Impact Materiality (Inside-Out): การประเมินว่ากิจกรรมและการดำเนินการของบริษัทส่งผลกระทบให้เกิดความไม่เท่าเทียมในสังคม หรือขยายช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ดำเนินการอย่างไร ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและ License to Operate


เมื่อมีการจัดระเบียบข้อมูลในมิติสังคมมากขึ้น ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือการเกิด Price Differentiation ในตลาดทุน บทวิเคราะห์จาก Bain & Company (2023) ชี้ว่าเมื่อผู้ลงทุนมีข้อมูลเพียงพอ จะสามารถแยกแยะบริษัทที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนทางสังคมออกจากบริษัทที่ผลักภาระให้สังคม (Externalizing Costs) ได้ชัดเจนขึ้น โดยบริษัทกลุ่มหลังจะเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน


ธุรกิจกับประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ: จากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับทางกฎหมาย

ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ประเด็นด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำกลายเป็นวิกฤตสำหรับภาคธุรกิจ คือการเปลี่ยนแปลงสภาพบังคับ (Sanction) จากภาคสมัครใจ (Voluntary) สู่ภาคบังคับ (Mandatory) ซึ่งเป็นมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจโดยตรง

  • กลไกคัดกรองที่เข้มงวด: ในอดีต มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) มักเกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางเทคนิค ความปลอดภัยหรือสุขอนามัย แต่ปัจจุบัน กฎหมายอย่าง CSDDD ของ European Commission (2024) ได้ยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนให้เป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการเข้าสู่ตลาด (License to Operate) โดยกำหนดให้บริษัทใน EU ต้องระงับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคู่ค้าหรือ Supplier ที่ไม่สามารถพิสูจน์มาตรฐานสิทธิมนุษยชนได้
  • ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย: บทวิเคราะห์ของ Baker McKenzie (2024) ระบุว่านัยสำคัญทางการเงินของ CSDDD ต่อผู้ส่งออกไทย นอกจากค่าปรับซึ่งอาจสูงถึง 5% ของรายได้รวมทั่วโลก (Net Worldwide Turnover) แล้ว คือความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าอย่างการถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทาน (De-listing) จากคู่ค้ารายสำคัญของธุรกิจใน EU โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผู้รับจ้างผลิต (OEMs) และอุตสาหกรรมใช้แรงงานหนัก (Labor-intensive) เช่น ธุรกิจอาหารและธุรกิจผลิตชิ้ันส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากธุรกิจไม่สามารถทำ Due Diligence ตามที่กำหนดไว้ได้ จะถูกขึ้นสถานะ "Uninvestable/Untradeable" (ไม่สามารถลงทุนได้/ไม่น่าค้าขายด้วย) ซึ่งอาจส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดถูกโอนถ่ายไปยังคู่แข่งที่มีความพร้อมกว่าทันที
  • การบังคับใช้กฎหมายในบริบทประเทศไทย: ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (2025) ระบุถึงความคืบหน้าและแนวทางในการขับเคลื่อนกฎหมาย mHREDD (Mandatory Human Rights and Environmental Due Diligence) เพื่อบังคับใช้ภายในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจกลายเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของนิติบุคคลไทยโดยตรง


แม้การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้จะเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Cost) แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หากถูกระงับใบอนุญาต เสียสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐ หรือสูญเสีย Market Share ในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมv1และความเหลื่อมล้ำนี้

 

บทสรุป

ท้ายที่สุด การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสังคมและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืนอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ท้าทายบทบาทของคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงในการกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวที่เพียงพอต่อกติกาการค้าในเวทีโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับมูลค่าของกิจการให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ลงทุนและตลาดทุนทั่วโลก

 


References
Avery, C. (2025, March 19). Inequality as a systemic risk. New Private Markets. https://www.newprivatemarkets.com/inequality-as-a-systemic-risk/

Bain & Company. (2023). The future of sustainable investing: Turning barriers into drivers of value.

Baker McKenzie. (2025). Thailand HRDD Bill: Mandatory human rights and environmental due diligence in supply chains. Insight Plus. https://insightplus.bakermckenzie.com/bm/environment-climate-change_1/thailand-hredd-bill-mandatory-human-rights-and-environmental-due-diligence-in-supply-chains

Baker McKenzie. (2024, April 24). European Union: Penalties and civil liability under the CS3D. Insight Plus. https://insightplus.bakermckenzie.com/bm/environment-climate-change_1/european-union-penalties-and-civil-liability-under-the-cs3d

Baker McKenzie. (2024). Supply chain due diligence: Navigating the global legal landscape.
https://insightplus.bakermckenzie.com/bm/international-commercial-trade/eu-and-germany-supply-chain-due-diligence-navigating-the-evolving-landscape

Department of Rights and Liberties Protection (RLPD). (2025). เอกสารภายใน สรุปประเด็นจากงาน Issue-based Seminar: Over the Next Waves. 19 November 2025. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

European Commission. (2024). Directive (EU) 2024/1760 on corporate sustainability due diligence (CSDDD).

Fabian, N., & Kimura, T. (2024, October). Why system‑level thinking is required of responsible investors in an inflationary environment. PRI Blog. https://public.unpri.org/pri-blog/why-system-level-thinking-is-required-of-responsible-investors-in-an-inflationary-environment/12774.article

Giannikos, C. I., Guirguis, H., & Koimisis, G. (2024). The importance of income uncertainty on the relationship of inequality with the equity risk premium. International Journal of Business and Economics, 23(1), 71–86. https://ijbe.fcu.edu.tw/past_issues/No.23-1/pdf/Vol.23-1-4

Gopalakrishna, G., Gu, Z., & Payne, J. (2024, November 8). Asset pricing, participation constraints, and inequality. Proceedings of the EUROFIDAI-ESSEC Paris December Finance Meeting 2024, Available at SSRN: https://ssrn.com/abstract=5030405 or http://dx.doi.org/10.2139/ssrn.5030405

IMF. (2015). Causes and consequences of income inequality: A global perspective.

Motahar, S. A., & Mamipour, S. (2025). Growth effects of wealth inequality through transmission channels. Economies, 13(2), Article 41. https://doi.org/10.3390/economies13020041

Kraay, A. (2019). The World Bank human capital index: a guide. The World Bank Research Observer34(1), 1-33.
https://academic.oup.com/wbro/article-abstract/34/1/1/5492444

PwC Switzerland. (2025). The corporate sustainability due diligence directive. https://www.pwc.ch/en/publications/2025/the-corporate-sustainability-due-diligence-directive.pdf

Rothenberg, D. (n.d.). Understanding inequality as a systemic risk to financial markets and diversified portfolios, and what investors can do. Transition Investment Lab. https://transitioninvestment.com/article/understanding-inequality-as-a-systemic-risk-to-financial-markets-and-diversified-portfolios-and-what-investors-can-do/

Taskforce on Inequality and Social‑related Financial Disclosures (TISFD). (2024). Taskforce on Inequality and Social‑related Financial Disclosures: Framework overview.

Taskforce on Inequality and Social‑related Financial Disclosures (TISFD). (2025, October 29). Understanding TISFD’s conceptual foundations discussion paper: A conversation with Simon Rawson. https://www.tisfd.org/news/understanding-tisfds-conceptual-foundations-discussion-paper-a-conversation-with-simon-rawson

The Investment Integration Project (TIIP). (2022, January). Systemic stewardship: Investing to address income inequality [Report]. https://www.tiiproject.com/wp-content/uploads/2022/01/TIIP-Stewardship-Final.pdf

UNPRI. (2024). Why system-level thinking is required of responsible investors in an inflationary environment.
https://public.unpri.org/pri-blog/why-system-level-thinking-is-required-of-responsible-investors-in-an-inflationary-environment/12774.article

Whelan, T., Atz, U., & Clark, C. (2020). ESG and financial performance: Uncovering the relationship by aggregating evidence from 1,000 plus studies published between 2015–2020. NYU Stern Center for Sustainable Business and Rockefeller Asset Management. https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3708495