Topic

ไขคำศัพท์เทคนิคของ FTSE Russell ESG Scores สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ (ตอนที่ 2)

Highlights

  • การเข้าใจความหมายและความสำคัญของแต่ละตัวชี้วัด (Keywords) เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ การตั้งเป้าหมาย และกระบวนการดำเนินงานด้าน ESG ได้อย่างตรงจุด นำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์ในธีมที่บริษัทจดทะเบียนไทยถูกประเมินมากที่สุดในการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ผ่านการยกตัวอย่างการดำเนินงานและกลยุทธ์ที่น่าสนใจจากบริษัทจดทะเบียนทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงภายในองค์กร
  • บทความนี้เหมาะกับผู้อ่านที่มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ FTSE Russell ESG Scores และอยากทำความเข้าใจคำศัพท์เทคนิคเพื่อให้เข้าใจความคาดหวังการประเมินเชิงลึกมากขึ้น

 

          ต่อเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว ไขคำศัพท์เทคนิคของ FTSE Russell ESG Scores สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ (ตอนที่ 1) เราได้เจาะลึกคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับ FTSE Russell ESG Scores กันไปบ้างแล้ว และได้ชี้ให้เห็นว่าหลายบริษัทแม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG อย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับคะแนนตามที่คาดหวัง สาเหตุสำคัญมักมาจากการ “เข้าใจคำศัพท์เทคนิคที่ใช้ประเมินไม่ตรงกัน” ซึ่งแฝงไว้ด้วยความคาดหวังเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการเห็นการผนวก ESG เข้าสู่การดำเนินงานหลักและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ในบทความตอนที่ 2 นี้ จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญอีก 5 ธีมที่เหลือ ซึ่งเป็นธีมที่บริษัทจดทะเบียนไทยถูกประเมินมากที่สุด

 

 

Theme 4: Labour standards – มาตรฐานแรงงาน

          ในธีมนี้ FTSE Russell ไม่ได้ต้องการให้บริษัทเปิดเผยตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการระบุความเสี่ยงและแนวทางจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการทำงานด้วย รวมไปถึงการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเท่าเทียม ไม่ละเมิดสิทธิแรงงาน สะท้อนถึงระดับความมุ่งมั่นของบริษัทว่าบริษัทจะสามารถดูแลรักษาบุคลากรในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

          คำศัพท์สำคัญในธีมนี้ ได้แก่ Lost Time Injury Frequency Rate (LTIFR) และ Lost Time Injury (LTI) แม้ทั้ง 2 คำนี้จะสะท้อนข้อมูลการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานคล้ายกัน แต่มีมิติการใช้งานที่แตกต่างกันพอสมควร โดย LTIFR มีการแปลงหน่วยเป็นมาตรฐานต่อ 1 ล้านชั่วโมงการทำงาน เพื่อระบุอัตราการบาดเจ็บของพนักงานหรือผู้รับเหมา การใช้หน่วยมาตรฐานนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยกับบริษัทอื่นได้ ส่วน LTI มักจะนับเป็นจำนวนครั้งการบาดเจ็บของพนักงานหรือผู้รับเหมาที่หยุดงานตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป อย่างไรก็ตามการบันทึกข้อมูลทั้ง LTIFR หรือ LTI เป็นพื้นฐานสำคัญที่บริษัทจะสามารถนำไปวิเคราะห์และพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุได้

          ตัวอย่างเช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “KCEผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยข้อมูล LTIFR 2.32 [1] แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ศูนย์ แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมบอกวิธีลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจัดทำคู่มือความปลอดภัยที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนการทำงาน การจัดอบรมให้พนักงานใหม่และพนักงานกลุ่มเสี่ยงสม่ำเสมอเพื่อสร้างความตระหนักและเพิ่มทักษะที่จำเป็น การควบคุมตรวจสอบงานจากหัวหน้างานโดยตรง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงานที่ดี

          นอกจากความปลอดภัยในการทำงาน FTSE Russell ยังขยายขอบเขตการประเมินมาตรฐานแรงงานไปสู่มิติที่ลึกซึ้งขึ้น นั่นคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงานผ่านหลักการ Ergonomics (การยศาสตร์) คำนี้อาจฟังดูเฉพาะทาง แต่แท้จริงแล้วคือการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ ให้สอดคล้องกับขีดความสามารถ ข้อจำกัดทางร่างกายและจิตใจของพนักงาน ขอยกตัวอย่างบริษัท KCE อีกครั้งที่นอกจากการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากการทำงานของพนักงานแล้ว ยังมีการตรวจสอบปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี อาทิ แสงสว่าง เสียง อุณหภูมิ และปริมาณสารเคมีในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งสิ่งที่ FTSE Russell มองหาไม่ใช่เพียงแค่ผลการตรวจสอบว่าค่าต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละปี แต่คือแนวทางการรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการมีแนวทางการป้องกันและแก้ไขเชิงรุก หากพบว่าค่าต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่กำหนด

 

 

Theme 5: Human Rights & Community – สิทธิมนุษยชนและชุมชน

          สำหรับธีมนี้ FTSE Russell มุ่งประเมินความรับผิดชอบและความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่สิทธิมนุษยชนภายในองค์กรเท่านั้น แต่ขยายวงกว้างไปถึงผู้มีส่วนได้เสียภายนอกทั้งหมด อาทิ ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนบริเวณใกล้เคียง เป็นต้น การที่บริษัทสามารถระบุและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบริษัทเองและผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน จะนำไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ก่อนที่บริษัทจะสามารถบริหารจัดการประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ บริษัทจำเป็นต้องเข้าใจและสามารถระบุ Salient Human Rights Issues หรือ ประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนสำคัญ ของบริษัทเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS” ระบุว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและผู้ป่วย และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์” เป็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของบริษัทและสะท้อนบริบทของธุรกิจการแพทย์ พร้อมทั้งระบุมาตรการควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างสม่ำเสมอ [2] การระบุประเด็นความเสี่ยงนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถจัดลำดับความสำคัญของประเด็น เพื่อจัดสรรทรัพยากรในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

Theme 6: Supply Chain & Social - ห่วงโซ่อุปทานด้านสังคม

          ธีมนี้ไม่ได้ประเมินเพียงแค่การระบุจำนวนคู่ค้าหรือการจำแนกคู่ค้าที่มีความสำคัญของบริษัทได้เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินงานของบริษัทในการจัดการผลกระทบด้านสังคมที่อาจเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสังคมที่อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

          คำศัพท์สำคัญภายใต้ธีมนี้ได้แก่ Tier 1 Supplier, Non-Tier 1 Supplier และ Critical Supplier ทั้ง 3 คำนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำแนกและจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้า แต่มีหลักการในการจัดกลุ่มที่แตกต่างกัน ขอเริ่มจาก Tier 1 Supplier และ Non-Tier 1 Supplier ทั้งสองคำนี้บ่งบอกถึงระดับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบริษัทและผู้จัดหาสินค้าและบริการ โดย Tier 1 Supplier คือ คู่ค้าที่จัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบให้แก่บริษัทโดยตรงและมีอิทธิพลโดยตรงกับบริษัท แต่ Non-Tier 1 Supplier เป็นคู่ค้าที่จัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบให้แก่คู่ค้าหลักของบริษัทอีกทอดหนึ่ง การจำแนกคู่ค้าตาม Tier ทำให้บริษัทเข้าใจบทบาทของคู่ค้าแต่ละประเภทตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้การบริหารจัดการและการบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าเหมาะสม ตรงกลุ่ม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          อีกคำหนึ่งคือ Critical Supplier หรือ คู่ค้าที่มีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง Tier 1 หรือ Non-Tier 1 สำหรับเกณฑ์การจำแนกคู่ค้าที่มีนัยสำคัญเป็นได้ทั้งในแง่ ความเสี่ยงในการสร้างผลกระทบด้าน ESG มีมูลค่าการซื้อขายกับบริษัทสูง เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบเฉพาะที่หาทดแทนได้ยาก เป็นต้น การระบุ Critical Supplier จะช่วยให้บริษัทจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรในการตรวจสอบ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

          ตัวอย่างเช่นบริษัท Schneider Electric ผู้นำด้านพลังงาน สามารถจำแนกและระบุกลุ่มของคู่ค้าที่สำคัญได้อย่างชัดเจน ซึ่งจากการประเมินคู่ค้าทั้งหมดพบว่ามี 1,400 ราย จัดอยู่ในกลุ่ม Critical Supplier ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบ (On-site audit) ไปแล้วกว่า 374 ราย และตั้งเป้าลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มอีก 1,000 ราย [3]

 

          อย่างไรก็ตาม หลักปฏิบัติพื้นฐานของคู่ค้าที่ทุกบริษัทควรกำหนดร่วมกันคือ Supplier Code of Conduct (จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ) ไม่ใช่เอกสารทางกฎหมายแต่เป็นข้อกำหนดขั้นต่ำที่บริษัทกำหนดให้คู่ค้าต้องปฏิบัติตามในประเด็นด้าน ESG โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสังคม เช่น มาตรฐานในด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยของคู่ค้า การปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรมและให้ความเคารพของคู่ค้า รวมถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม เป็นต้น การมี Supplier Code of Conduct ที่ครอบคลุมเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันและความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทได้ในระยะยาว

          ตัวอย่างเช่น บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ครบวงจรกำหนด Supplier Code of Conduct สำหรับคู่ค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การจัดซื้อจัดจ้าง การประเมิน ตรวจสอบและติดตามทั้งคู่ค้ารายใหม่และรายปัจจุบัน ตลอดจนสื่อสารให้คู่ค้านำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ [4]

 

 

Theme 7: Anti-Corruption - การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน

          ธีมนี้ FTSE Russell ไม่ได้มองหาเพียงการเปิดเผยนโยบายการต่อต้านทุจริตในรูปแบบลายลักษณ์อักษรที่บริษัทใช้ หรือการบันทึกจำนวนเหตุการณ์ทุจริตที่ตรวจพบและรายงานเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่บริษัทต้องจัดทำอยู่แล้ว FTSE Russell ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบควบคุมความเสี่ยงด้านทุจริตคอร์รัปชันที่รอบด้าน และมีการดำเนินการอย่างจริงจังทั่วทั่งองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกัน ตลอดจนกลไกการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่บริษัทต้องเข้าใจในธีมนี้ คือ การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องการต่อต้านทุจริตอย่างทั่วถึง ไม่ใช่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เพื่อหล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส และไม่ทนต่อการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน

          หนึ่งในตัวอย่างที่ยกมาคือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ “CPN” แสดงให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติดังกล่าว CPN ไม่เพียงแค่ประกาศนโยบายหรือคำมั่นเรื่องการต่อต้านทุจริต (Anti-Corruption) ครอบคลุมบุคลากรทุกระดับและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังมีการประเมินความเสี่ยงและจัดทำมาตรการปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเสี่ยงนั้น รวมถึงมีแนวทางการดำเนินงานสำหรับการต่อต้านทุจริตต่าง ๆ เช่น การใช้ข้อมูลภายใน การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การป้องกันการฟอกเงิน เป็นต้น และมีการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย มาตรการ และขั้นตอนปฏิบัติ [5] ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้และวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน

 

 

Theme 8: Corporate Governance - การกำกับดูแลกิจการ

          ธีมนี้มุ่งประเมินแนวทางการกำกับดูแลของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ โดยครอบคลุมเรื่องโครงสร้างคณะกรรมการ การจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหาร คำศัพท์สำคัญจะเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการ ตลอดจนแนวทางการจัดการค่าตอบแทนของผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กรเป็นหลัก ดังนี้

          คำศัพท์ในธีมนี้จะเน้นไปที่การสร้างรากฐานระบบโครงการกำกับดูแลกิจการที่ดี เช่น Conflict of interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์) เป็นสถานการณ์ที่บุคคลในองค์กรมีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขัดแย้งกับผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เป็นกลางและสร้างความเสียหายแก่องค์กรได้ ซึ่งบริษัทควรมีแนวทางการกำกับดูแลที่รอบด้าน โปร่งใส ตัวอย่างเช่นบริษัทเด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ “DEMCO” ผู้ผลิตและขายโครงสร้างเหล็กและบริการทางวิศวกรรมกำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานต้องรายงานการมีส่วนได้เสียของตนเอง และบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องที่อาจจะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยคณะกรรมการบริษัทมีมาตรการติดตาม ดูแลรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ [6]

          อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดีคือ การกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทน ที่จะช่วยสะท้อนความโปร่งใส ความยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายว่าผลตอบแทนที่จ่ายนั้นสอดคล้องกับประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริง ระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสมไม่เพียงแต่จะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังช่วยบริหารความเสี่ยงขององค์กรได้ด้วย หลายบริษัทมีกลไกการบริหารจัดการค่าตอบแทนหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึง Clawback (การเรียกคืน) หรือ Malus (การปรับลด) ทั้ง 2 คำศัพท์มีจุดประสงค์ร่วมกันในการพิจารณาความเหมาะสมของค่าตอบแทนโดยอิงจากปัจจัยสำคัญ เช่น ผลการปฏิบัติงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การกระทำผิดกฎหมาย หรือทางวินัย ที่สร้างความเสียหายแก่องค์กร แต่อาจต่างกันเล็กน้อยตรงที่ Clawback เป็นการเรียกคืนผลตอบแทนที่ “จ่ายไปแล้ว” ขณะที่ Malus มุ่งไปที่ค่าตอบแทนที่ “ยังไม่จ่าย”

          ยกตัวอย่างเช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ “ADVANC” ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ได้กำหนดหลักการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารอ้างอิงตามผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยอนุญาตให้การเรียกคืนหรือยกเลิกการจ่ายค่าตอบแทนในกรณีที่มีการกระทำผิดทางวินัย [7] แต่การกำหนดระบบค่าตอบแทนที่ชัดเจนและโปร่งใส จะช่วยสร้างความเป็นธรรม เสริมสร้างวินัย และกระตุ้นให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ว่าองค์กรดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่

          สุดท้ายนี้ อยากให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการทำความเข้าใจคำศัพท์จากทั้งหมด 8 ธีมที่เลือกมานี้ ไม่ได้มีเป้าหมายสูงสุดที่ “การทำคะแนนให้ดีที่สุด” แต่หากเป็นการ “สร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับธุรกิจ” การที่เข้าใจความหมายและความสำคัญของตัวชี้วัดอย่างถ่องแท้ และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง จะช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน พัฒนาช่องว่างและคว้าโอกาสสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้เป็นระบบ ซึ่งนำมาซึ่งความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระยะยาว มิใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สวยงามในรายงานความยั่งยืน

 

หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลสำหรับการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

 

 

 


แหล่งอ้างอิง

 

 

 


บทความเพิ่มเติม

📍ทุกเส้นทางมุ่งหน้าสู่ Net Zero: ธุรกิจไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร?

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ESG ซ่อนอยู่ตรงไหนในงบการเงิน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍คัดหุ้นนอกยังไง เมื่อสถานการณ์โลกสุดปั่นป่วน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍AI ช่วยยกระดับการจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืน: เตรียมความพร้อมองค์กรสู่ Net Zero ด้วย ESG Management Platform

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍การเปิดเผยข้อมูลและการทำรายงานด้านความยั่งยืนที่ ‘น่าเชื่อถือ’ กับความเชื่อมั่นในภาคตลาดทุนไทย

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO): จุดเริ่มต้นธุรกิจไทย เตรียมรับมือ EU CBAM และ CSRD

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Scope 3 Emissions คืออะไร? แนวทางจัดการสำหรับธุรกิจไทยเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍การดูแลพนักงานไม่ใช่แค่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือการลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีคุณภาพ”

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍(ร่าง) พ.ร.บ. Climate Change, Carbon Tax และ TH-ETS กำลังจะมา: พลิกกฎเกมธุรกิจไทยสู่ความได้เปรียบในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Climate Risk และ Scenario Analysis: แนวทางบริหารความเสี่ยงธุรกิจไทย

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในยุค AI: ต้นทุนแฝงและผลกระทบที่องค์กรต้องรับมือ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍พลิกเกมลงทุน ส่องโอกาสทำกำไรจาก 8 อุตสาหกรรมในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍EUDR: ทางรอดเกษตรกรไทยและห่วงโซ่อุปทาน ยางพารา ปาล์ม กาแฟ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Super-aged Society ผลกระทบ โอกาส และแนวทางปรับตัวของธุรกิจไทย

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ก้าวข้ามความท้าทายของ Thailand Taxonomy เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍พลิกความเสี่ยง คว้าโอกาสลงทุนด้วยเข็มทิศ ESG

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ธุรกิจ Start-up ที่มีโครงสร้าง Corporate Governance ที่แข็งแรง จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Food Waste: จากต้นทุนที่มองไม่เห็น สู่โอกาสทางธุรกิจในเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับ MSMEs

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍องค์กรจะรอดหรือไม่...วัดกันที่บอร์ดบริหารเข้าใจและกำกับดูแล ESG จริงจังแค่ไหน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍พลิกหนี้เป็นกำไรด้วย ESG...กลยุทธ์ลงทุน (CapEx) เพื่อหั่นต้นทุน (OpEx) และเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍เมื่อสิ่งที่ "ควรรับมือได้" กลับสร้าง "ความเสียหายฉับพลัน": พลิกวิกฤตความเสี่ยงทางกายภาพ สู่ความยั่งยืนของธุรกิจ

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Financial Materiality of Human Capital: เมื่อ Gen Z กลายเป็นตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์ที่ตลาดทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍เป้าการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย และการปรับตัวของภาคธุรกิจ สู่ Net Zero 2050

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍11 ปี SET ESG Ratings เส้นทางการขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียนไทยสู่ความยั่งยืน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍The Inequality Valuation: เมื่อประเด็นความเหลื่อมล้ำกลายเป็น "ต้นทุนทางการเงิน"

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍Beyond Cost Efficiency: การเพิ่มมูลค่ากิจการผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ไขคำศัพท์เทคนิคของ FTSE Russell ESG Scores สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ (ตอนที่ 1)

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

 

📍ตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเส้นทางสู่ Net Zero

👉 Click เพื่ออ่านบทความ

📍ไขคำศัพท์เทคนิคของ FTSE Russell ESG Scores สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ (ตอนที่ 2)

👉 Click เพื่ออ่านบทความ