Topic
แนวทางการปรับตัวของธุรกิจส่งออกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์-งานฝีมือ เพื่อความอยู่รอดและการสร้างมูลค่าใหม่ภายใต้กฎเกณฑ์ EU Green Deal
โดยฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมส่งออกของไทยกำลังถูกบังคับให้เผชิญการค้ารูปแบบใหม่เมื่อสหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนจาก ‘แนวปฏิบัติโดยสมัครใจ’ (Voluntary Basis) สู่การเป็น ‘ข้อบังคับทางกฎหมาย’ (Mandatory Requirements) ที่เข้มงวดและมีผลผูกพันทางกฎหมายทันที การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้ “ข้อมูลด้านความยั่งยืน” (Sustainability Data) มิใช่เพียงส่วนประกอบเสริมในรายงานประจำปีอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่าในตัวเอง และทำหน้าที่เป็นกลไกคัดกรองหลักในการอนุญาตให้นำสินค้าเข้าสู่เขตเศรษฐกิจยุโรป (EU)
สำหรับผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และงานฝีมือ (Artisan & Craft) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่งานไม้แกะสลัก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ไปจนถึงสิ่งทอพื้นเมือง สถานการณ์ปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม 2569 มิใช่เพียงระยะเวลาของการปรับตัวเพื่อภาพลักษณ์ หากเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้เกิดความต่อเนื่อง ความล้มเหลวในการจัดการข้อมูลความยั่งยืนอย่างไม่เป็นระบบอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ การเข้าถึงตลาด และต้นทุนทางการเงิน ภายใต้กรอบ EU Green Deal กฎระเบียบต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ทำงานเชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนแนวคิดว่าความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมมิได้จำกัดอยู่เพียงในระดับองค์กร

การวิเคราะห์ความเกี่ยวเนื่องเชิงโครงสร้างของกฎ-เกณฑ์-ระเบียบ-ข้อบังคับภายใต้ EU Green Deal
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการจำแนกบทบาทของกฎหมายแต่ละฉบับ มักนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด เพื่อความแม่นยำในการวางแผนกลยุทธ์ จำเป็นต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกฎหมายหลัก 4 ฉบับที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์-งานฝีมือ โดยแบ่งตามลำดับชั้นของผลกระทบดังนี้
- ด่านศุลกากรและสินค้าต้องห้าม: EUDR
ในระดับด่านหน้าสุดของการเข้าถึงตลาด กฎหมาย EU Deforestation Regulation (EUDR) เปรียบเสมือนกำแพงภาษี (Non-Tariff Barrier) ซึ่งมีมาตรการบังคับใช้เข้มงวด โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงที่ดินหรือพื้นที่เพาะปลูกต้นกำเนิดวัตถุดิบ สำหรับสินค้ากลุ่มไม้ เฟอร์นิเจอร์ ยางพารา และบรรจุภัณฑ์กระดาษ หากสินค้าเดินทางไปถึงพรมแดนยุโรปโดยปราศจากข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) ที่ยืนยันได้ว่าไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าหลังปี 2563 ศุลกากรมีอำนาจตามกฎหมายในการกักสินค้า สั่งทำลาย หรือส่งกลับต้นทางทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ที่กระทบต่อมูลค่าสินค้าคงคลังและสภาพคล่องทางการเงินโดยตรง
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Resources Institute (2024) ชี้ให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อยืนยันพิกัดที่ดินกำลังกลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirement) ในการพิสูจน์ความถูกต้องตามกฎหมาย และ Deloitte (2024) ระบุว่าธุรกิจใน EU ที่ล้มเหลวในการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) อาจเผชิญกับค่าปรับสูงถึง 4% ของรายได้ต่อปี
- ภาระความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน: CSDDD
กฎหมาย Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ได้โอนย้ายความเสี่ยงจากผู้ซื้อในยุโรปมาสู่ผู้ผลิต ให้ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโรงงานของคู่ค้า โดยกำหนดให้ผู้ซื้อในยุโรปต้อง “สอบทาน” Due Diligence คู่ค้าของตน ซึ่งมีผลผูกพันถึงตั้งแต่การทำสัญญาซื้อ-ขาย/ทางธุุรกิจ โดยผลกระทบในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นคือ ผู้ซื้อจำเป็นต้องส่งทีมตรวจสอบ (Auditors) เข้ามาประเมินโรงงานในไทยอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิมนุษยชน (Human Rights) แรงงานบังคับ (Forced Labor) และความปลอดภัยในการทำงาน (Safety) หากผู้ผลิตเครื่องประดับหรือสิ่งทอไม่สามารถพิสูจน์มาตรฐานแรงงานได้ตามเกณฑ์ คู่ค้าในยุโรปมีสิทธิทางกฎหมายที่จะระงับคำสั่งซื้อหรือยกเลิกสัญญาได้ทันที เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องคดีความรับผิดชอบต่อสังคมในศาลยุโรป โดยในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ถือเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับไว้ในรูปแบบของต้นทุนการตรวจสอบหรือ Compliance Cost
- มาตรฐานสินค้าและการออกแบบ: ESPR
ในมิติของคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ กฎระเบียบ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) กำลังยกระดับมาตรฐานขั้นต่ำของคุณภาพของสินค้า โดยกลุ่มสินค้าแฟชั่นและของตกแต่งบ้านจะต้องได้รับการออกแบบให้มีความทนทาน สามารถซ่อมแซมได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลที่ชัดเจนตลอดจนต้องออกแบบให้ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในกระบวนการผลิตและตลอดช่วงการใช้งานของสินค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกเก็บบันทึกอยู่ใน "หนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล" (Digital Product Passport) ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ หากสินค้ายังคงใช้บรรจุภัณฑ์ที่สิ้นเปลือง หรือใช้วัสดุที่ไม่สามารถแยกชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิลได้ จะส่งผลให้สินค้าดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์การวางจำหน่ายในตลาด
- ภาษามาตรฐานของการรายงาน: CSRD & ESRS
กฎหมายทั้งหมดข้างต้น จะถูกรวบรวมและรายงานผลผ่านกลไกของ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ซึ่งใช้มาตรฐาน European Sustainability Reporting Standards (ESRS) เป็นเกณฑ์กลาง แม้ว่า SMEs ไทยจะไม่ได้มีหน้าที่ยื่นรายงานฉบับนี้ต่อหน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปโดยตรง แต่ผู้ผลิตมีหน้าที่ส่งมอบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน เช่น ข้อมูลการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ ข้อมูลแรงงาน และข้อมูลการจัดซื้อวัตถุดิบ ให้แก่ลูกค้าในสหภาพยุโรป เพื่อให้ลูกค้านำไปคำนวณและเปิดเผยตามมาตรฐาน ESRS ซึ่ง PwC (2025) ได้ให้ข้อมูลว่า บริษัทใน EU กว่า 75% กำลังปรับเปลี่ยนรายชื่อคู่ค้า (Vendor Re-selection) โดยพิจารณาจากความพร้อมในการส่งมอบข้อมูลตามมาตรฐาน ESRS เป็นเกณฑ์หลัก หากผู้ผลิตไทยไม่สามารถจัดทำข้อมูลเชิงปฐมภูมิที่ถูกต้องและตรวจสอบย้อนกลับได้ บริษัทลูกค้าอาจเผชิญต้นทุนเพิ่มเติมในการจัดหาข้อมูลทดแทน รวมถึงความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบ ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนคู่ค้าไปยังผู้ผลิตรายอื่นที่มีความพร้อมด้านข้อมูลมากกว่า

ความต้องการข้อมูลด้านความยั่งยืน และกรอบระยะเวลาการเตรียมตัว
เมื่อพิจารณาตามกรอบเวลา ณ มีนาคม 2569 ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง ลูกค้าในยุโรปกำลังอยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของปี 2568 (Fiscal Year 2025) เพื่อจัดทำรายงานประจำปี หากผู้ประกอบการรายใดที่ยังไม่ได้เริ่มระบบจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐาน กิจการควรเริ่มตระหนัก...และประเมินสถานการณ์รอบด้าน
- ความเสี่ยงจากการขาดข้อมูลย้อนหลัง
การรายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance/Highlights) ทำงานด้วยระบบข้อมูลย้อนหลัง การเริ่มวางระบบเก็บข้อมูลในปี 2569 ถือว่าล่าช้าเกินไปสำหรับการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าในรอบปีบัญชี 2569 ลูกค้าที่ต้องการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือสถิติแรงงานของปี 2568 ไม่สามารถรอข้อมูลใหม่ของปี 2569ได้ ปัญหานี้สร้างแรงกดดันให้ฝ่ายบริหารต้องเร่งดำเนินการ "กู้คืนข้อมูล" (Data Reconstruction) อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมบิลค่าสาธารณูปโภคย้อนหลัง หรือบันทึกการทำงานของพนักงานรายวัน เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นชุดข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดส่งมอบให้ลูกค้า
- ข้อมูลที่ควรให้ความสำคัญตามมาตรฐาน ESRS
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสรรทรัพยากรต้องมุ่งเน้นตามมาตรฐาน ESRS สำหรับกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ดังนี้:
- ESRS E1 (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ): ต้องจัดเตรียมข้อมูลปริมาณการใช้พลังงานแยกตามแหล่งที่มา ทั้งไฟฟ้า น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรและน้ำมันขนส่ง เพื่อนำไปคำนวณเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 อย่างแม่นยำ
- ESRS S1 (พนักงานและแรงงาน): ข้อมูลที่ละเอียดกว่าระบบบัญชีเงินเดือนทั่วไป โดยต้องระบุชั่วโมงการทำงานจริงเทียบกับค่าตอบแทน เพื่อพิสูจน์ประเด็นค่าจ้างที่เป็นธรรม (Living Wage) รวมถึงสถิติอุบัติเหตุและการฝึกอบรมความปลอดภัย
- ESRS E5 (การใช้ทรัพยากรและเศรษฐกิจหมุนเวียน): การระบุน้ำหนักของวัสดุที่ใช้ในการผลิต โดยแยกเป็นวัสดุใหม่ (Virgin Material) และวัสดุรีไซเคิล เพื่อตอบโจทย์เรื่องการออกแบบที่ยั่งยืน

ผลกระทบต่องบการเงินและมูลค่ากิจการ (Financial Implications)
การปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้ มิใช่เพียงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูญเปล่า แต่เป็นปัจจัยชี้ขาดสถานะทางการเงินและความมั่นคงของกิจการในระยะยาว
- ความเสี่ยงด้านรายได้และสภาพคล่อง ในกรณีวิกฤต หากสินค้าถูกกักที่ด่านศุลกากรเนื่องจากเอกสาร EUDR ไม่ครบถ้วน ผู้ส่งออกจะเผชิญการสูญเสียรายได้จากล็อตสินค้านั้นทั้งจำนวน (100% Revenue Loss) และยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าตกค้าง การเก็บรักษาหรือการส่งคืน
ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสดที่กิจการได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าในรอบการผลิตและการขาย (Operating Cash Flow Forecast) โดยเฉพาะในช่วงที่มีการวางแผนหมุนเวียนเงินทุนเพื่อชำระค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และภาระหนี้ระยะสั้น การขาดกระแสเงินสดตามแผนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขสัญญาทางการเงิน (Covenant Breach) ซึ่งฝ่ายการเงินจำเป็นต้องประเมินผลกระทบและพิจารณาการตั้งสำรองความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า
- ต้นทุนเงินทุนและการเข้าถึงแหล่งเงิน สถาบันการเงินชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศได้เริ่มนำเกณฑ์ ESG มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Assessment) อย่างเต็มรูปแบบ กิจการที่มีระบบข้อมูลความยั่งยืนที่ตรวจสอบได้ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด ในทางตรงกันข้าม กิจการที่ไม่มีความชัดเจนด้านแหล่งที่มาของวัตถุดิบหรือมาตรฐานแรงงาน อาจถูกลดวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน หรือถูกปฏิเสธการให้กู้ยืมเนื่องจากสถาบันการเงินไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงทางชื่อเสียงและกฎหมาย
- การปรับโครงสร้างต้นทุนและราคา ฝ่ายบริหารจำเป็นต้องยอมรับว่า ต้นทุนในการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ค่าธรรมเนียมการรับรองมาตรฐาน และค่าใช้จ่ายในการสอบทานธุรกิจ จะกลายเป็นต้นทุนถาวรส่วนเพิ่มในต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) จึงจำเป็นต้องมีการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่อย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การปรับกลยุทธ์การตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง โดยอาศัยจุดแข็งเรื่องมาตรฐานความยั่งยืนเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ไม่ให้ลดลง

ตัวอย่างแนวทางการปรับตัวตามกลุ่มธุรกิจ
ความท้าทายของการปฏิบัติตามกฎระเบียบยุโรปในบริบทของธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ผลิตโดยฝีมือไทย ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีการผลิต แต่อยู่ที่ความกระจัดกระจายของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Fragmentation) ผู้ผลิตสินค้างานฝีมือส่วนใหญ่มิได้ผลิตทุกขั้นตอนในโรงงานแบบเบ็ดเสร็จ แต่พึ่งพาเครือข่ายช่างฝีมือชุมชน เกษตรกรรายย่อย หรือแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติที่หลากหลาย การนำระบบมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้กับวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมจึงต้องอาศัยกลยุทธ์เฉพาะทางที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มสินค้า
- กลุ่มงานไม้ เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุธรรมชาติ (The EUDR Imperative)
สำหรับผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของตกแต่งบ้านจากยางพารา หรือเครื่องจักสานที่ใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ โจทย์ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือการปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาดธุรกิจ โดยอุปสรรคสำคัญคือการรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมต้นน้ำที่ไม่มีระบบดิจิทัลรองรับ
- การรวบรวมพิกัดที่ดิน
ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้รับซื้อ" เป็น "ผู้จัดการข้อมูล" สิ่งที่ต้องดำเนินการทันทีคือการจัดทีมงานลงพื้นที่สำรวจแหล่งปลูกวัตถุดิบทั้งหมดที่อยู่ในเครือข่าย เพื่อจัดทำข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์
- การทำแผนที่แปลง: สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ต่ำกว่า 25 ไร่ การเก็บพิกัดจีพีเอสเพียงจุดเดียว (Single Point) ถือว่าไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความแม่นยำระดับทศนิยม 6 ตำแหน่ง เพื่อให้ระบบดาวเทียมของยุโรปตรวจสอบได้ว่าพื้นที่นั้นไม่ใช่พื้นที่ป่า
- การเชื่อมโยงข้อมูล: ข้อมูลพิกัดเหล่านี้ต้องถูกบันทึกคู่กับข้อมูลปริมาณผลผลิตเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ (Laundering) ผู้ส่งออกต้องสร้างฐานข้อมูลที่สามารถระบุได้ว่า ไม้ล็อตที่กำลังจะส่งออกนี้ มาจากกลุ่มเกษตรกรรายใดบ้าง เพื่อนำไปกรอกในแบบฟอร์มยืนยันสถานะ (Due Diligence Statement) ก่อนสินค้าจะถึงด่านศุลกากร
- ระบบการแยกกองสินค้า (Segregation Protocol) ความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามคือการปนเปื้อนของวัตถุดิบในโรงงาน หากมีการรับซื้อไม้จากหลายแหล่ง ทั้งที่มีเอกสารครบและไม่ครบ ซึ่งกฎหมายระบุห้ามนำไม้ทั้งสองประเภทนี้มาปะปนกันในกระบวนการผลิต โรงงานจำเป็นต้องตีเส้นแบ่งเขตพื้นที่จัดเก็บและพื้นที่ผลิตอย่างชัดเจน (Physical Segregation) หรือในกรณีที่ไม่สามารถแยกพื้นที่ได้ ต้องจัดทำระบบบัญชีควบคุมปริมาณ (Mass Balance) ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปริมาณสินค้าที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปไม่เกินกว่าปริมาณวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองตามข้อกำหนด และต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
- การจัดการบรรจุภัณฑ์กระดาษ ประเด็นที่มักเป็นจุดบอดสำคัญคือ "กล่องกระดาษ" ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์จากไม้เช่นกัน ภายใต้กฎหมาย EUDR กล่องบรรจุภัณฑ์ก็ต้องระบุแหล่งที่มาได้ วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รวดเร็วที่สุดคือการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Forest Stewardship Council (FSC) หรือProgramme for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) การมีเครื่องหมายรับรองเหล่านี้บนกล่องจะช่วยลดภาระในการพิสูจน์แหล่งที่มาของเยื่อกระดาษได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อต้องกำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับกับซัพพลายเออร์กล่องโดยทันที
- กลุ่มเครื่องประดับและสิ่งทอ (The Artisan & Labor Focus)
สินค้ากลุ่มเครื่องประดับและสิ่งทอพื้นเมืองมีความละเอียดอ่อนในมิติทางสังคม เนื่องจากกระบวนการผลิตมักเกี่ยวข้องกับแรงงานฝีมือจำนวนมาก และมีการใช้สารเคมีในระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ผู้ตรวจสอบ (Auditors) ให้ความสำคัญเป็นพิเศษภายใต้กฎหมาย CSDDD และ ESPR
- การยกระดับแรงงานนอกระบบ (Formalizing the Informal Workforce) ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานหัตถกรรมคือการจ้างงานแบบเหมาจ่ายรายชิ้นกับช่างฝีมือในครัวเรือน ซึ่งมักขาดเอกสารสัญญาจ้างและไม่สามารถตรวจสอบเวลาทำงานได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าจ่ายค่าแรงต่ำกว่าเกณฑ์หรือมีการใช้แรงงานเด็ก
- สัญญาจ้างมาตรฐาน: ผู้ว่าจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างทำของที่ระบุรายละเอียดชัดเจน ทั้งราคาต่อหน่วยและ "เวลามาตรฐานที่ใช้ในการผลิต" (Standard Time) เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณเปรียบเทียบว่า รายได้ที่ช่างได้รับเมื่อหารด้วยชั่วโมงทำงานแล้ว เทียบเท่าหรือมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย
- ทะเบียนประวัติ: หัวหน้ากลุ่มช่างต้องจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ที่ทำงานจริงทุกคน พร้อมระบุอายุ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานเด็กในกระบวนการผลิต และต้องมีบันทึกการรับเงินที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้
- การบริหารจัดการสารเคมีและความปลอดภัย (Chemical & Safety Management) ภายใต้กฎระเบียบ ESPR และมาตรฐานความปลอดภัย สารเคมีที่ใช้ในการย้อมผ้าหรือชุบโลหะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม แม้จะเป็นการผลิตในระดับชุมชนก็ตาม
- รายการสารเคมีต้องห้าม: ผู้ส่งออกต้องมีความเข้าใจเรื่องสารเคมีต้องห้ามตามมาตรฐาน REACH ของยุโรป เช่น สารตะกั่วในเครื่องประดับ หรือสีเอโซ (Azo Dyes) ในสิ่งทอ ต้องมีการสุ่มตัวอย่างสินค้าไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอเพื่อขอใบรับรอง (Test Reports)
- ความปลอดภัยหน้างาน: สำหรับกระบวนการที่มีความเสี่ยง เช่น การบัดกรี การขัดเงา หรือการต้มย้อม ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น หน้ากาก ถุงมือ และแว่นตา ให้แก่ช่างฝีมืออย่างเหมาะสม และควรมีหลักฐานประกอบ เช่น ภาพถ่ายหรือบันทึกการส่งมอบอุปกรณ์ เพื่อใช้แสดงต่อผู้ตรวจสอบว่าบริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ด้านความปลอดภัยอย่างครบถ้วน
- การเตรียมความพร้อมสู่หนังสือเดินทางดิจิทัล (DPP Readiness) สินค้ากลุ่มนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องมี QR Code เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสแกนดูข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ได้ ผู้ประกอบการควรเริ่มพัฒนาระบบฐานข้อมูลสินค้าที่มีความละเอียดและตรวจสอบได้ โดยระบุแหล่งที่มาของส่วนประกอบทุกชิ้นอย่างชัดเจน เช่น "พลอยจากจันทบุรี ตัวเรือนเงินรีไซเคิล 100% จากโรงหลอมที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน" การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้การเชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบ Digital Product Passport ของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์สินค้าสู่ความเป็นพรีเมียมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
บทสรุป: เตรียมความพร้อม ปรับฐานข้อมูล สร้างการเติบโตยั่งยืน
สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยกำลังเผชิญ ณ ขณะนี้ มิใช่เพียงกำแพงภาษีหรืออุปสรรคทางการค้าทั่วไป แต่คือการปฏิวัติมาตรฐานข้อมูลครั้งใหญ่ การลงทุนทรัพยากรเพื่อรวบรวมพิกัดที่ดินหรือจัดทำบัญชีแรงงานที่โปร่งใสถือเป็นการปรับปรุงเพื่อพัฒนากระบวนการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานใหม่" ให้แก่ธุรกิจเพื่อให้สามารถยืนหยัดและเติบโตต่อไปได้ในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
การเริ่มปฏิบัติการอย่างจริงจังและเป็นระบบ คือหลักประกันเดียวที่จะเปลี่ยนความเสี่ยงและวิกฤตให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
References:
- Deloitte. (2024). CSDDD: What it means for your value chain. Retrieved from https://www2.deloitte.com/global/en/pages/legal/articles/csddd-what-it-means-for-your-value-chain.html
- European Commission. (2023). Regulation on Deforestation-free products (EUDR). Retrieved from https://environment.ec.europa.eu/topics/forests/deforestation/regulation-deforestation-free-products_en
- European Commission. (2024). Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD). Retrieved from https://commission.europa.eu/business-economy-euro/doing-business-eu/corporate-sustainability-due-diligence_en
- European Commission. (2024). Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD). Retrieved from https://finance.ec.europa.eu/capital-markets-union-and-financial-markets/company-reporting-and-auditing/company-reporting/corporate-sustainability-reporting_en
- EFRAG. (2023). First Set of draft European Sustainability Reporting Standards (ESRS). Retrieved from https://www.efrag.org/lab6
- PwC. (2024). Global CSRD Survey 2024. Retrieved from https://www.pwc.com/gx/en/issues/esg/global-csrd-survey-2024.html
- The Stock Exchange of Thailand (SET). (2025). Beyond Cost Efficiency: Sustainable Supply Chain Management (SSCM). Retrieved from https://setsustainability.com/libraries/1524/item/beyond-cost-efficiency-sscm
- World Resources Institute. (2024). Global Forest Watch: Forest Monitoring Designed for Action. Retrieved from https://www.globalforestwatch.org
Editorial team:
WARANGKANA P.
PIRIYAPORN A.
TAYUT S.
PERAWAT C.